สลด 2 หนุ่มสาวขี่บิ๊กไบค์ชนท้ายสิบล้อดับกลางสะพาน ร่างนอนทับกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (6 มิ.ย.) เมื่อเวลา 22.00 น. สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถจยย.บิ๊กไบค์ชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ที่บนสะพานตัดใหม่ ถนนชัยพฤกษ์ หมู่ 4 ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กจึ้ง รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นกลางสะพานที่ตัดข้ามถนนราชพฤกษ์ ฝั่งขาออก มุ่งหน้าบางบัวทอง กลางสะพานพบผู้เสียชีวิต 2 รายนอนทับกันอยู่ เป็นชาย 1 หญิง 1 สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว สวมกางเกงขายาวสีดำทั้งสองคน มีบาดแผลที่ศีรษะแตก ตามร่างกายมีแผลถลอก

ทราบชื่อคือนายสุวพัชร อายุ 23 ปี ชาว จ.นนทบุรี และน.ส.ศิริภรณ์ อายุ 26 ปี ใกล้กันพบรถจยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นCB300 สีแดง-ดำ ทะเบียน 1กฌ8610 พระนครศรีอยุธยา สภาพด้านหน้าและด้านข้างพังยับ

จากการสอบถาม นายมโนสิทธิ์ คนขับรถกระบะ ผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า ตนขับรถขึ้นสะพานเหตุรถจยย.คันเกิดเหตุขับมาด้วยความเร็ว จากนั้นตนก็ได้ยินเสียงดังอย่างแรง รถจยย.ขับมาเลนกลาง ตอนชนตนไม่เห็น แต่เห็นรถสิบล้อขับชะลอเป็นระยะแต่ก็ไม่ได้ลงมาดู ตนจึงได้ลงไปดู

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบว่ารถจยย.ชนกับรถบรรทุกหรือไม่ หลังจากนี้จะตรวจสอบในบริเวณใกล้เคียงว่ามีกล้องวงจรปิดหรือไม่ จากนั้นได้มอบร่างให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์ รังสิต เพื่อชันสูตรก่อนมอบให้ญาติต่อไป

กลัวเสียค่าปรับ “เมาแล้วขับ” เร่งเครื่องแหกด่าน โดนไล่กวดกว่า 10 กม.

หนุ่มสาวขับรถส่งของหนีด่านตำรวจ สุดท้ายโดนยิงยางให้แบน กู้ภัยช่วยปิดถนนตามจับได้ หลังขับหนีกว่า 10 กิโลเมตร อ้างดื่มสุรามา กลัวไม่มีเงินเสียค่าปรับ

(5 มิ.ย.) เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ร.ต.อ.อนันต์ นามโภชน์ รองสว.สอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ได้รับแจ้งมีรถกระบะหนีด่านตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปทุมธานี แล้วมาประสบอุบัติเหตุ จนสามารถจับกุมได้ที่ซอยอำภา ม.2 ต.บางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุพบเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองปทุมธานี เจ้าหน้าที่กู้ภัย อยู่ระหว่างยืนคุมเชิงและควบคุมตัวนายเกียรติศักดิ์ อายุ 30 ปี คนขับ และ นางสาวนุสรา อายุ 28 ปี ภรรยานั่งมาในรถด้วย พร้อมกับพบรถกระบะแบบตอนเดียว ด้านหลังมีหลังคาห้องเย็น ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว สภาพล้อยางหลังทั้ง 2 แตก ล้อหน้าด้านขวาแตก เจ้าหน้าที่จึงประสานรถยกทำการยกรถไปเก็บไว้ที่สถานที่เก็บของกลาง

ร.ต.อ. เดชา จันทชาติ รองสวป. สภ.เมืองปทุมธานี หัวหน้าเวรสายตรวจ เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจป้องกันอาชญากรรม บริเวณหน้าวัดบางเดื่อ ม.4 ต.บางเดื่อ อ.เมือง จ.ปทุมธานี ได้เห็นรถคันดังกล่าวขับมา ก่อนจะหยุดจอดริมทางช่วงก่อนจะขับถึงด่านตรวจเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเดินเข้าไปเคาะกระจกสอบถาม

แต่ปรากฏว่าผู้ขับขี่ได้เร่งเครื่องยนต์และขับหลบหนีผ่านด่านไป โดยขึ้นสะพานปทุมธานี 2 ก่อนใช้ถนนติวานนท์ในการหลบหนี จึงได้ขับรถติดตามและประสานตำรวจตามพื้นที่ต่างๆ พร้อมทั้งหน่วยกู้ภัย ร่วมกันปิดเส้นทาง ก่อนที่จะใช้อาวุธปืนยิงที่ยางรถเพื่อให้ผู้ขับขี่หยุด ซึ่งกว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้พบว่าผู้ก่อเหตุขับหลบหนีมาเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร

นางสาวนุสรา ให้การว่า ขณะเกิดเหตุตนนำรถไปขึ้นสินค้า เพื่อจะนำไปส่งยังร้านสะดวกซื้อต่างๆ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุตนกำลังจะเลี้ยวเข้าบ้านเพื่อนที่ทำงานอาชีพเดียวกัน แต่ปรากฏว่าด้านหน้ามีด่านตำรวจ แฟนจึงจอดริมทาง ก่อนที่จะมีตำรวจมาเคาะกระจก ทำให้แฟนจึงตกใจเพราะเพิ่งดื่มสุรามา ประกอบกับกลัวโดนจับ เพราะไม่มีเงินเสียค่าปรับ จึงตัดสินใจเร่งเครื่องหลบหนีกระทั่งมาถูกจับกุมตัวได้ในที่สุด

ตำรวจตามจับผัวใจโหด ซ้อมเมียอ่วม-จับแขวนคอ ต่อหน้าลูกสาว

ตำรวจตามจับผัวสุดโหด ทำร้ายร่างกายเมียต่อหน้าลูกสาว จับแขวนคอแล้วประกาศ “เมียตายแล้ว” เคราะห์ดีญาติช่วยชีวิตได้ทัน สารภาพทำจริง รู้สึกผิดแต่ไม่ได้เมายา

(4 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.คำสิงห์ ศรียาภัย ผกก.สภ.สวี พร้อมด้วย ร.ต.อ.สมบูรณ์ ปิ่นทองพันธุ์ รอง สวป. หัวหน้าสายตรวจทุ่งระยะ ร.ต.ต.อุดร บุญตั้ง รอง สวป. ได้ควบคุมตัว นายสุทธิพงษ์ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุทำร้ายร่างการภรรยาตัวเอง โดยการซ้อมทุบตีและใช้เชือกไนล่อนคล้องคอลากออกมาแขวนที่หน้าห้องน้ำ แต่ญาติๆ ได้เข้ามาช่วยเหลือ นำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่อาการยังโคม่า ตามข่าวที่รายงานไปนั้น

ล่าสุด พ.ต.อ.คำสิงห์ ผกก.สภ.สวี กล่าวว่า หลังจากเกิดคดีดังกล่าวขึ้นก็ได้กำชับเร่งรัดสอบสวนพยานหลักฐานต่างๆ และทราบว่าหลังจากที่ นายสุทธิพงษ์ หลังก่อเหตุแล้วได้หลบหนีไปที่บ้านพ่อแม่ในพื้นที่หมู่ 8 ต.ทุ่งระยะ อ.สวี จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดติดตามตัวจนสามารถพบนายสุทธิพงษ์อยู่บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าวจึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน

ผกก.สภ.สวี กล่าวอีกว่า หลังสอบสวนเบื้องต้นนายสุทธิพงษ์ให้การยอมรับสารภาพว่าได้ลงมือร้ายกับภรรยาตัวเองจริง นอกจากนั้นยังพบอาวุธปืนขนาด .38 ชนิดลูกโม่ และน้ำกระท่อมบรรจุอยู่ในขวดพลาสติกใสด้วยจำนวนหนึ่ง จึงแจ้งข้อกล่าวหา พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร มียาเสพติดประเภท 5 (น้ำกระท่อม)ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยหลังจากสอบสวนเสร็จสิ้นขั้นตอนต่อไปด้านพนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในบ้านหลังที่เกิดเหตุอีกครั้งภายใน 1-2 วันนี้ ผกก.สวีกล่าว

ขณะที่ นายสุทธิพงษ์ เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ตนได้ทำร้ายร่างกายต่อภรรยาตัวเองจริง แต่ปฏิเสธว่าได้ดื่มเหล้าหรือสารเสพติดอื่นๆ อยากฝากขอโทษและรู้สึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

สาวแอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำเครื่องบิน หัวร้อนโดนแอร์ฯ มาเตือน ถีบล้มโครม

สาวเกาหลีใต้แอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำบนเครื่องบิน ไม่พอใจแอร์โฮสเตสเตือน ยกเท้าถีบจนล้มนั่งกับพื้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นบนเครื่องบินลำหนึ่งขณะกำลังทำการบินอยู่กลางอากาศ หญิงสาวชาวเกาหลีใต้อายุ 25 ปี ทราบนามสกุล คิม อยากบุหรี่จัดจนแอบเข้าไปสูบในห้องน้ำ พนักงานสาวไปพบจึงกล่าวตักเตือน แต่กลับถูกเธอยกเท้าถีบจนล้มลงกับพื้น

โดยเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลแขวงอินชอนตัดสินจำคุกเธอเป็นเวลา 4 เดือน รอลงอาญา 1 ปี ปรับเป็นเงินจำนวน 1 ล้านวอน (ประมาณ 30,000 บาท)

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 21 ส.ค. 2017 นางสาวคิมนั่งเครื่องบินเดินทางออกจากท่าอากาศนานาชาติอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างทางดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมามายแล้วเข้าไปแอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำ ก่อนต่อมาจะถูกพนักงานสาววัย 23 ปีไปพบเข้า

ซึ่งทางพนักงานสาวคนดังกล่าวได้มีการเตือนว่าการกระทำของเธอฝ่าฝืนข้อบังคับ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ขณะเดียวกันทางพนักงานสาวก็ได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกคลิปวิดีโอไว้ด้วยเพื่อใช้เป็นหลักฐาน แต่นางสาวคิมกลับไม่พอใจ โมโหเดือดดาล ยกเท้าขึ้นถีบเธอบริเวณท้องจนล้มพับนั่งกองกับพื้น

ทั้งนี้ ศาลแขวงอินชอนระบุว่า หลังจากนางสาวคิมถูกยื่นเรื่องฟ้องร้อง ได้พยายามหลบเลี่ยงการพิจารณาคดี มีที่อยู่ไม่ชัดเจน โดยการสูบบุหรี่บนเครื่องบินเป็นการละเมิดกฎหมายความปลอดภัยในการบินซึ่งควรได้รับโทษ แต่พิจารณาถึงเธอมีภาวะซึมเศร้า การกระทำที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในสภาพมึนเมา ขณะเดียวกันเธอรับสารภาพในการกระทำที่ผิดกฎหมายในชั้นศาล ช่วงเกิดเหตุพนักงานขัดขวางห้ามปรามทันเวลาจึงไม่เกิดอุบัติเหตุใหญ่ขึ้น ทางพนักงานสาวคนดังกล่าวบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและไม่ติดใจเอาความ ศาลจึงตัดสินโทษดังกล่าว

หวาดเสียว! ดีเจหนุ่มควบจยย.คลาสสิกชนท้ายเก๋ง แฮนด์รถทิ่มทะลุขาสาหัส

เมื่อเวลา 04.30 น. ( 31 พ.ค.61) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์มีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกแฮนด์รถจักรยานยนต์แทงทะลุขาอาการสาหัส เหตุเกิดที่บริเวณถนนสายพัทยานาเกลือหน้าโรงแรมไอยรา พาเลส ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา นำอุปกรณ์ไปช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Stallion Centaur Classic 150 สีดำ ทะเบียน 1 กอ – 380 ชลบุรี สภาพชนอัดติดท้ายรถยนต์อีซูซุ MUX สีขาวทะเบียน 7กณ – 4189 กรุงเทพมหานคร จนได้รับความเสียหาย โดยมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทราบชื่อคือ นายพเยาว์ อายุ 34 ปี ทำงานเป็นดีเจเปิดแผ่นที่ผับย่านวอล์คกิ้งสตรีท พัทยาใต้ สภาพถูกแฮนด์ของรถจักรยานยนต์ทิ่มทะลุขาขวา ได้รับบาดเจ็บสาหัสร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำเครื่องตัดถ่างทำการตัดแฮนด์รถจักรยานยนต์ที่แทงขาออก ก่อนรีบเคลื่อนย้ายนำส่ง รพ.บางละมุงให้แพทย์ผ่าตัดนำแฮนด์รถจักรยานยนต์ออกอย่างเร่งด่วน

สอบสวนนายนิรันทร์ อายุ 34 ปี คนขับรถยนต์ให้การว่า ได้ขับรถมาจนถึงจุดเกิดเหตุและได้เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาเพื่อที่จะเลี้ยวเข้าซอยนาเกลือ 25 จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงมีรถชนที่ด้านท้ายอย่างแรงจึงได้ลงมาดูพบว่าผู้บาดเจ็บได้ขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถของตนเอง จึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ดังกล่าว

ภายหลังจากการตรวจสอบและสอบสวนในที่เกิดเหตุอย่างละเอียดแล้วจึงได้ถ่ายภาพในที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน และจะได้ทำการสอบสวนผู้บาดเจ็บอย่างละเอียดอีกครั้งภายหลังจากการรักษาตัวเพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ล่องหน! เจ้าอาวาส-พระลูกวัด-เด็กวัด หายไปพร้อมเงินกว่า 60 ล้านบาท

วัดเชียงรายวุ่น เจ้าอาวาสและพระลูกวัดหนีออกจากวัด ในขณะที่เงินเช่าวัตถุมงคล เพื่อบูรณะวัดกว่า 60 ล้านบาท กรรมการวัดบอกยังไม่รู้อยู่ไหน ชาวบ้านวอนกลับวัดมาร่วมหาทางออก

(29 พ.ค.61) ที่วิหารวัดราษฎร์ดำรง หมู่ 5 ตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย นายเจริญ วงค์แก้ว กำนันตำบลธารทอง พร้อมด้วยคณะกรรมการวัดราษฎร์ดำรง และกลุ่มชาวบ้าน นำสื่อมวลชนเข้าไปดูภายในวัดราษฎร์ดำรง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่ปี 2502

หลังมีการร้องเรียน พระอธิการปัญญาชัย พุทธรักขิตะ (ปัญญาชัย ปานใจ) เจ้าอาวาสวัด พร้อมด้วยรองเจ้าอาวาสและพระลูกวัดรวม 5 รูปและเด็กวัดอีกจำนวนหนึ่ง ได้หนีออกจากวัดและขนย้ายทรัพย์สินส่วนตัวออกจากวัดไปเมื่อคืนวันที่ 23 เม.ย.2561 โดยไม่ทราบสาเหตุ โดยพบว่าภายในกุฏิของพระทุกรูปเหลือเพียงร่องรอยที่เก็บทรัพย์สิน และพระพุทธรูปเพียงบางส่วน

นายสวาท ณ บุญเป็ง กรรมการฝ่ายกองคลังของวัดกล่าวว่า ก่อนที่เจ้าอาวาสและพระลูกวัดจะหนีมีการขุดต้นลีลาวดีหลายสิบต้นออกจากวัด กรรมการชาวบ้านจึงถามและเอากลับมาปลูกคืนเป็นบางส่วน

หลังจากนั้นก็ขนของหนีออกจากวัดไปเลย เท่าที่ทราบเมื่อปี 2559 ทางวัดได้มีการสร้างวัตถุมงคลให้เช่า เพื่อนำมาบูรณะซ่อมแซมวัดที่เสียหายจากแผ่นดินไหวและจากตรวจสอบในเฟซบุ๊กและศรัทธาที่มาเช่าทราบว่า พระแต่ละรุ่นถูกจองไปจนหมดคาดยอดสั่งจองกว่า 60 ล้านบาท แต่ในส่วนตัวเงินกรรมการวัดไม่เคยเห็นและไม่ได้นำเข้าบัญชีวัดแต่อย่างใด

หลังใช้เช่าพระไปหมดและการบูรณะวัดก็มีเจ้าภาพทั้งหมดและยังเบิกเงินไปซ่อมแซมวัด แต่จนถึงขณะนี้ทุกอย่างในวัดยังไม่มีการซ่อมแซมแต่อย่างใด ซึ่งชาวบ้านและกรรมการวัดพูดเสียงเดียวกันว่า เจ้าอาวาสไม่เคยทำวัตร บิณฑบาต ปีละ 1 – 2 ครั้งเท่านั้น และมีคนมาส่งอาหาร ส่วนเรื่องลักลอบขุดต้นไม้ตอนนี้ไปแจ้งความไว้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.61คดียังไม่คืบ และตอนนี้พวกคณะกรรมการวัดและชาวบ้านกำลังทำหนังสือเสนอไปยังสำนักพุทธศาสนาให้ตรวจสอบ

ด้านนายเจริญ วงค์แก้ว กำนันตำบลธารทอง ก็กล่าวว่า ตนและชาวบ้านไม่ทราบว่าทำไมเจ้าอาวาสและพระลูกวัดทำอย่างนั้น และไปปล่อยข่าวว่ากำนันและชาวบ้านไล่พระออกจากวัด จริงๆ ไม่เคยไล่ แต่อยากให้เจ้าอาวาสกลับมาเคลียร์ปัญหาเรื่องขนต้นไม้และเงินที่ได้จากการเช่าพระ จะได้นำมาซ่อมแซมวัด ตามวัตถุประสงค์ของผู้มีจิตศรัทธา ล่าสุดนัดมาคุยกันวันที่ 5 พ.ค.ก็ไม่มา

พ่อบึ่งเก๋งกลับบ้าน หลับในเสียหลักคว่ำ เมีย-ลูกตัวน้อยดับอนาถ

พ่อแม่ลูกขับรถเก๋งบึ่งกลับบ้าน จ.ลำพูน คาดเกิดอาการหลับใน รถเสียหลักพลิกคว่ำหลายตลบ เมียเสียชีวิตคาที่ ก่อนลูกลูกสาววัย 8 เดือนตายตาม

เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ร.ต.อ.กันต์กวี มีธรรม รอง สว.(สอบสวน) สภ.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลำปาง พร้อมด้วยรถกู้ชีพ รพ.เกาะคา และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเกาะคา ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งพลิกคว่ำลงเกาะกลางถนน บนถนนสายลำปาง-สบปราบ ขาขึ้น หลักกิโลเมตรที่ 681-682 หน้าฟาร์มแกะฮักยู อ.เกาะคา จ.ลำปาง

จากการตรวจสอบพบรถยนต์ฮอนด้า ซิตตี้ สีดำ ลงไปอยู่เกาะกลางถนนสภาพพังยับเยินทั้งคันและพบว่ามีผู้โดยสารมาทั้งหมด 3 คน มีผู้เสียชีวิตคาที่ 1 คน เป็นผู้โดยสารนั่งหน้าข้างคนขับ ทราบชื่อต่อมาคือ นางธญมน อายุ 49 ปี

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส อีก 2 คนทราบชื่อต่อมาคือ นายศรณ์ภูวิภัช เป็นผู้ขับขี่ อายุ 45 ปี และเด็กหญิงทารกอายุ 8 เดือน โดยทั้งหมดเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทำการช่วยเหลือในที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วนและนำตัวไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลเกาะคา อ.เกาะคา จ.ลำปาง

ทั้งนี้จากการสอบถาม นายศรณ์ภูวิภัช ผู้ได้รับบาดเจ็บและรู้สึกตัวอยู่ เปิดเผยว่า ได้ขับรถมาจากกรุงเทพฯ เพื่อจะกลับบ้านพัก จ.ลำพูน และมาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากคนขับหลับใน แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รอคนขับรถคันดังกล่าวไปรักษาตัวที่โรงพยายาลก่อนและจะเรียกมาสอบสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมามีรายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมเข้ามาอีกว่า เด็กหญิงทารกอายุ 8 เดือน ได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลตามผู้เป็นแม่ไปอีกราย

สติและน้ำใจ! คนขับฟอร์จูนเนอร์รอดชีวิต หลังถูกรถบรรทุกทับจนแบนติดพื้น

กรณีอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อบรรทุกเมล็ดถั่วเหลืองพลิกตะแคงทับรถยนต์ ในเขตลาดกระบัง ทำให้คนขับรถยนต์บาดเจ็บสาหัส ถูกตู้คอนเทนเนอร์ยักษ์ทับร่างนานกว่า 2 ชั่วโมง

ถือเป็นอุบัติเหตุในวันที่ 27 พฤษภาคม ที่มีผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในสื่อโซเชียล จากกรณีรถบรรทุกเมล็ดถั่วเหลือง พลิกคว่ำทับรถยนต์ยี่ห้อฟอร์จูนเนอร์เต็มคัน จนซากรถยุบติดถึงพื้นถนน บริเวณทางโค้งโรงเรียนวัดพลมานีย์ ถนนประชาพัฒนา เขตลาดกระบัง โดยมีคนขับรถฟอร์จูนเนอร์ ทราบชื่อภายหลัง คือ นายวรวุฒิ ถูกตู้คอนเทนเนอร์ทับติดอยู่ภายในซากรถนานกว่า 2 ชั่วโมง

การให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเป็นไปด้วยความยากลำบากมาก เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์ของรถบรรทุก มีเมล็ดถั่วเหลืองน้ำหนักถึง 46 ตัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องนำถ่ายเมล็ดถั่วเหลืองออกจากตู้คอนเทนเนอร์ก่อน ระหว่างนั้น มีรถเครนของเอกชนผ่านมาพอดี

คนขับรถเครนได้โทรศัพท์ไปขออนุญาตจากเถ้าแก่ว่า พบรถเกิดอุบัติเหตุขอหยุดให้ความช่วยเหลือก่อน ซึ่งเถ้าแก่ได้อนุญาต ทำให้มีรถเครนมายกประคองตู้คอนเทนเนอร์ให้พ้นจากซากรถฟอร์จูนเนอร์ เจ้าหน้าที่จึงสามารถนำอุปกรณ์ตัดถ่างเข้าถึงตัวผู้บาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว

ด้านคนขับรถฟอร์จูนเนอร์ที่ถูกรถบรรทุกทับอยู่นั้น มีสติดีได้เอนเบาะรถและหลบไปทางเบาะหน้าด้านข้าง จึงถูกทับบริเวณด้านขวา พร้อมบีบแตรส่งสัญญาณกับเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ในที่สุดหลังผ่านไปนานกว่า 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงสามารถนำ นายวรวุฒิ ออกจากซากรถส่งโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย โดยที่นายวรวุฒิยังรู้สึกตัวดี

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าวว่า คนขับที่ได้รับบาดเจ็บมีสติมาก เขามาคนเดียว และตัดสินใจเบี่ยงหลบไปทางด้านข้าง ทำให้ลำตัวแนบลงไปทำให้รอดชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุและเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

ด้าน นายณรงค์ คนขับรถบรรทุก ที่รอให้การกับตำรวจ เล่าว่า ขับรถบรรทุกไปรับถั่วเหลืองมาจากคลังสินค้าย่านลาดกระบัง จะไปส่งที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเป็นทางโค้ง มีรถจักรยานยนต์ขับแซง ทำให้ต้องหักหลบกะทันหัน และด้วยน้ำหนักรถที่มาก ทำให้เสียหลักพลิกมาทับรถที่ขับรถสวนทางมา ยืนยันไม่ได้ขับรถประมาท หรือใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

พนักงานสอบสวน สอบปากคำและตรวจปัสสาวะผู้ขับขี่เพื่อหาสารเสพติด เบื้องต้น ได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ได้รับทรัพย์สินเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

อาหารข้าใครอย่าแตะ! จิ้งจอกน้อยกับอินทรียักษ์ เปิดศึกแย่งกระต่ายกลางอากาศ

วันที่ 25 พ.ค. สื่อต่างประเทศได้เผยแพร่ภาพน่าตื่นตาตื่นใจที่ถูกบันทึกไว้โดย Kevin Ebi เป็นภาพขณะเจ้าจิ้งจอกแดงตัวหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติหมู่เกาะซานฮวน ในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา จับได้กระต่ายป่า อาหารอันโอชะของมัน แต่ในระหว่างที่มันกำลังดีใจและคาบกระต่ายป่าตัวนั้นวิ่งข้ามทุ่งหญ้า กลับต้องเจอหัวขโมยตัวใหญ่

อินทรีหัวขาวตัวหนึ่งบินโฉบลงมาจากทางด้านหลังhttps://snbbet.com กางกงเล็บแหลมคมแล้วฉกเอากระต่ายป่าตัวนั้นไป กระนั้นเจ้าจิ้งจอกแดงตัวน้อยก็ไม่ยอมให้อาหารที่มันหามาได้หลุดมือไปโดยง่าย จึงเกิดการต่อสู้แย่งชิงอาหารกันกลางอากาศ

เจ้าจิ้งจอกแดงตัวน้อยกัดกระต่ายป่าไม่ยอมปล่อยจนถูกยกตัวลอยขึ้น ขณะที่อินทรีหัวขาวตัวใหญ่พยายามตีปีกบินขึ้น ก่อนครู่เดียวต่อมาเจ้าจิ้งจอกแดงจะยอมแพ้ พร้อมกับตกลงมากระแทกพื้น

Kevin เผยว่า เขาได้สังเกตจิ้งจอกแดงฝูงนี้อยู่ทั้งวัน ก่อนพระอาทิตย์ตกไม่นาน พวกมันก็เริ่มล่าเหยื่อ ประมาณ 15 นาทีต่อมา จิ้งจอกแดงตัวนี้ก็จับได้กระต่ายป่า กำลังจะเดินข้ามทุ่งหญ้า เขาจึงหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปมัน จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

โดยการแย่งชิงอาหารนี้สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 8 วินาทีเท่านั้น ส่วนเจ้าจิ้งจอกตัวน้อยไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรงแต่อย่างใด มันเสียใจกับอาหารที่ถูกขโมยไปอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็กลับไปเล่นกับเพื่อนจิ้งจอกของมันตามปกติ

ผญบ. ถูกถล่มยิง ภรรยาใช้ผ้าคลุมร่าง หลอกว่าตาย รอดโดนยิงซ้ำ

ผู้ใหญ่บ้าน เมืองยะลา พร้อมภรรยากลับจากละหมาด ถูก 2 โจร ขับ จยย. ถล่มยิง 3 นัด ภรรยาทำทีเอาผ้าคลุมร่างแกล้งว่าตายแล้ว รอดโดนยิงซ้ำ

วันที่ 24 พ.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ร.ต.อ.กำจร มีทอง รอง สว.สอบสวน รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ใหญ่บ้านได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านบาโด ม.3 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา จึงรายงานผู้บังคับบัญชา พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพ-กู้ภัย เข้าช่วยเหลือตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ อยู่บนถนนกลางหมู่บ้านหน้าร้านขายก๋วยเตี๋ยว-ลูกชิ้น ห่างจากมัสยิด 100 เมตร พบผู้ใหญ่บ้านได้รับบาดเจ็บนอนในอ้อมกอดของ นางรอฮีมะห์ นิบง อายุ 47 ปี ภรรยา เจ้าหน้าที่จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือ นายรอฮิง มามะ อายุ 50 ปี เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านบาโด โดยอาการล่าสุด รู้สึกตัวแล้ว เคราะห์ดีที่กระสุนแค่เฉี่ยวบริเวณท้ายทอย จำนวน 1 นัด

นายจักพงษ์ พันธ์โชติ ปลัดอาวุโส อ.เมืองยะลา เล่าวินาทีคนร้ายยิงถล่มผู้ใหญ่บ้านว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ใหญ่บ้านพร้อมภรรยา กลับจากละหมาดตะรอเวียะห์ ที่มัสยิดภายในหมู่บ้าน ระหว่างทางแวะหาลูกชายที่ร้านก๋วยเตี๋ยว อยู่ๆ มีคนร้ายเป็นวัยรุ่น 2 คน อายุราว 20-30 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดหน้าร้าน พร้อมดูใบหน้าเป้าหมายก่อนลงมือยิง

หลังจากนั้นคนซ้อนท้ายชักปืนกระหน่ำยิง 3 นัด จนผู้ใหญ่บ้านล้มลงนอนกับพื้น คนร้ายจึงลงจากรถเพื่อจะเดินไปยิงซ้ำ แต่ภรรยานำผ้าละหมาดสีขาวมาคลุมร่างผู้ใหญ่บ้าน แกล้งว่าเสียชีวิตแล้ว จนคนร้ายคิดว่าเสียชีวิตแล้วจริง จึงพากันหลบหนีไป ส่วนอาวุธปืนคาดว่าเป็นปืน .38 เนื่องจากไม่พบปลอกกระสุน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่า อาจเป็นการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ป่วนรายวัน ซึ่งทุกปีในช่วงเดือนรอมฎอนจะเกิดเหตุการณ์ลอบยิงเจ้าหน้าที่ทางภาครัฐ ขณะเดินทางกลับจากละหมาดตะรอเวียะห์เป็นประจำ

หรือ ผู้ใหญ่บ้านอาจขัดแย้งกับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มค้ายาเสพติด โดยไม่พอใจที่ผู้ใหญ่บ้านได้เดินหน้าปราบปรามภายในหมู่บ้านอย่างหนัก ซึ่งจะมีการสอบสวนอย่างละเอียด พร้อมติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พร้อมบริการ24ชม.