คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

คำขอโทษจากหนุ่มถูกแอบถ่ายคลิป ยอมรับมโนไป ตร.มอบ 3 ข้อหา

หนุ่มอ้างถูกแอบถ่ายคลิปในม่านรูด แชร์ว่อนทวิตเตอร์ เปิดปากรับสารภาพว่าแค่มโนไปเอง หลังสอบสวนเครียดกว่า 7 ชั่วโมง ออกปากขอโทษโรงแรมที่กล่าวหา ตำรวจคุมตัวแจ้ง 3 ข้อหา

จากกรณีที่ นายต้น (นามสมมติ) อายุ 34 ปี หนุ่มรัฐวิสาหกิจได้เดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์กับ สภ.เมืองเพชรบูรณ์ เพราะตกเป็นผู้เสียหาย หลังคลิปภาพของตนเองกับมีเพศสัมพันธ์กับแฟนสาวในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ ตัดต่อแชร์เผยแพร่ผ่านทางทวิตเตอร์

โดยระหว่างสอบสวน พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเพชรบูรณ์ ได้มอบหมายให้ชุดสืบสวนขอหมายค้นต่อศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อตรวจสถานที่เกิดเหตุหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นทีใกล้เคียงที่เกิดเหตุ และรวบรวมหลักฐานจากผู้เสียหายและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ

กระทั่งหลังจากการสอบสวนนานกว่า 7 ชั่วโมง ท่ามกลางข้อมูลที่เริ่มส่อแววคดีพลิก หลังจากที่ผู้เสียหายอ้างว่าเริ่มสับสนว่าอาจจะไม่ใช่ตนเองที่ปรากฏอยู่ในคลิปอื้อฉาวดังกล่าว จนในที่สุด นายต้น ก็ได้ให้การยอมรับสารภาพว่า เรื่องทั้งหมดที่ดำเนินการแจ้งความไม่ใช่ความจริง เพียงแค่กุเรื่องขึ้นมาเพราะความเข้าใจผิด

นายต้น ให้การอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุตนกับแฟนได้เห็นคลิปภาพในทวิตเตอร์ โดยพิจารณาหลายๆ อย่าง เห็นว่ามีลักษณะคล้ายตัวเองและแฟนสาว แต่เมื่อนำคลิปภาพคลิปเสียงมาร่วมตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ จึงทราบว่าบุคคลที่อยู่ในคลิปไม่ใช่ตนกับแฟนสาว

แต่คลิปที่ส่งให้กับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตนขอยืนยันว่าเป็นการติดต่อซื้อขายคลิปกันจริงๆ ผ่านทางทวิตเตอร์ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้นำตัวส่งดำเนินคดี 3 ข้อหา ได้แก่ แจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักงานตาม ป.อาญามาตรา 137, รู้ว่ามิได้มีความผิดอาญาเกิดขึ้น แจ้งข้อความต่อเจ้าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานผู้มีอำนาจว่าได้มีการกระทำความผิด และ พยายามกรรโชกทรัพย์ต่อโรงแรมที่กล่าวหา

ทั้งนี้ นายต้น ได้อธิบายทิ้งท้ายว่า ตนไม่ได้มีเจตนาสร้างเรื่องขึ้นมา เพราะก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานอยู่ หากรู้ว่าผิดคงไม่ทำเช่นนี้ ส่วนที่เข้าใจว่าทรัพย์สินและนาฬิกาเป็นของตนเองนั้น เพราะไม่ตรวจสอบให้ละเอียดเอง ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากับทางโรงแรมม่านรูด ต้องขอโทษโรงแรมในเรื่องนี้ด้วย

“แจ็ก แปปโฮ” วอนสังคมอภัยคลิปจุดประทัดปลอม หวังสนุกไม่คิดแกล้ง รับเป็นบทเรียน

จากกรณีผู้ใช้ยูทูบช่อง แจ็ก แปปโฮ ที่มีผู้ติดตาม กว่า 90,000 บัญชี อัปโหลดคลิปวิดีโอ การเล่นจุดประทัดลูกบอลปลอม หรือระเบิดปิงปองปลอม ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อแกล้งให้ผู้อื่นตกใจกลัว และวิ่งหนี ส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกแกล้งในคลิป เป็นกลุ่มผู้หญิง ซึ่งคลิปดังกล่าว นำเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา และยอดเข้าชมเกือบ 200,000 ครั้ง ซึ่งโลกออนไลน์แชร์คลิปและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในทางลบ โดยมองว่าไม่เหมาะสม เพราะนอกจากจะสร้างความแตกตื่นตกใจแล้ว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

นายจาตุรงค์ หรือ แจ็ก แปปโฮ ยูทูบเบอร์ เปิดเผยว่า การที่อัดคลิปนั้น ไม่ได้คิดจะทำเพื่อกลั่นแกล้งคน แต่ทำเพื่อความสนุกสนาน และบันเทิงเท่านั้น อยากให้คนที่เข้ามาดูคลิปมีรอยยิ้ม ไม่ได้คิดว่าจะผิดกฎหมายด้วย เพราะคลิปวิดีโอที่ทำ ไม่มีทีมงาน มีแค่น้องที่ให้ช่วยมาถือกล้องให้เท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อคลิปวิดีโอได้ถูกเผยแพร่ออกไป และมีคนดูจำนวนมาก จากนั้นก็มีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.คลองห้า โทรศัพท์เข้ามาหาตน เพื่อเรียกไปสอบถาม และมีคำตักเตือนว่าการทำแบบนี้ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ตนต้องขอบคุณทุกคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งในด้านดี และไม่ดี ทุกความเห็น ตนจะนำไปปรับใช้ และยินดีที่จะรับฟังทุกความเห็นจากสังคมด้วย แต่สิ่งที่ทำในครั้งนี้ เกิดความผิดพลาดไปแล้ว ก็ขอโทษสังคม และอยากให้สังคมให้อภัย

นายจาตุรงค์ กล่าวต่อว่า การทำคลิปนั้น ตนก็จะทำต่อไป เพื่อความบันเทิง แล้วจะนำเอาบทเรียนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไปแก้ไขในคลิปต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบเดิมขึ้นอีก

ทางด้าน พ.ต.อ.ทูน เดชคุณมาก ผกก.สภ.คลองห้า เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว ตำรวจได้เรียกตัวแจ็กมาสอบถาม และว่ากล่าวตักเตือนแล้ว เพราะการกระทำในลักษณะดังกล่าว เป็นการสร้างความเดือดร้อน รำคาญให้แก่ประชาชน มีโทษปรับ 500 บาท

กรรมติดจรวด! หนุ่มซิ่งจยย.ตามหาเรื่องเก๋งขาว วันถัดมาขี่เหินลูกระนาด-โดน 4 ข้อหา

(12 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Sirilak Duangkaew ได้โพสต์คลิปหน้ารถซึ่งเป็นเหตุการณ์รถจยย.ขับขี่ออกจากซอยโดยไม่ได้มองรถทางตรง จนเกือบชนรถยนต์สีขาวที่วิ่งอยู่ด้านหน้ารถเจ้าของคลิป ซึ่งผู้ขับขี่รถจยย.ได้ไล่ตามไป พยายามจะหาเรื่องรถเก๋งขาว อีกทั้งยังปาดหน้าแต่คู่กรณีพยายามขับหนีเพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาท จากการตรวจสอบพบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ซอยบงกช 37 ม.5 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง .ปทุมธานี

ความคืบหน้าล่าสุด ร.ต.อ.ณพัทธ์พล ศรีพลอย รองสว.สส.สภ.คลองหลวง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสภ.คลองหลวง ได้ออกหาข่าวจนสามารถไปพบตัวผู้ที่ขับรถคันจยย.คันดังกล่าวที่ห้องเช่าไม่มีชื่อภายในซอยบงกช 31 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยรถจยย.ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีน้ำเงินขาว ทะเบียน 3กช-8471กทม. ที่ก่อเหตุ และเชิญตัว นายอนุรักษ์ อายุ 27 ปี ผู้ขับขี่มาทำการสอบปากคำและส่งมอบให้ พ.ต.ต.ศิโรจน์ แนบเนียน สว.(สอบสวน) สภ.คลองหลวง สอบสวนเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา

พ.ต.ต.ศิโรจน์ แนบเนียน สว.(สอบสวน) สภ.คลองหลวง เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 10 สิงหาคม 2561 เวลา 18.03 น. ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่ามีการการทำผิดคือ

1.ขับรถในลักษณะประมาทหวาดเสียวอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น

2.ขับขี่รถไม่สวมหมวกนิรภัย

3.ขับขี่รถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งเป็นความผิดตามพรบ.จราจร และ

4.กระทำความผิดฐานทำให้ผู้อื่นตกใจหรือเกิดกลัวตามประมวลกฏหมายอาญา ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในการกระทำความผิดซึ่งมีการเปรียบเทียบปรับไป 2,200 บาท

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวผู้ปกครองมาพูดคุยและให้ไปว่ากล่าวตักเตือนอบรมบุตรเพื่อให้ประพฤติตนเป็นคนดี ต่อมา เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ขับขี่รถเก๋งสีขาวคู่กรณีไล่ทำร้ายมาทำการสอบปากคำแล้ว ซึ่งอีกฝ่ายไม่ติดใจที่จะเอาเรื่องกับผู้กระทำความผิด แต่ตำรวจตรวจสอบแล้วว่ามีการกระทำความผิดกฏหมายจึงต้องดำเนินคดี

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุการณ์ในคลิปเพียงวันเดียว เมื่อ 11 สิงหาคม นายอนุรักษ์ ได้รับขี่รถจยย.คันเดียวกันกับที่ก่อเหตุในคลิป ไปเหินลูกระนาดจนเกิดรถคว่ำได้รับบาดเจ็บจนมีแผลถลอกตามร่างกายหลายแห่งอีกด้วย

ฟังอีกมุม นิติฯคอนโดยัน ลูกบ้านทำผิดกฏจอด จยย.เกิน 1 คัน หลังดราม่าเข็นรถขึ้นลิฟท์

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปและข้อความระว่าต้องเข็นรถจักรยานยนต์ขึ้นไปจอดในห้องคอนโดฯ เพราะถ้าจอดที่ลานจอดจะถูกล็อกล้อจากฝ่ายนิติบุคคลของคอนโดฯ

ทีมข่าวอมรินทร์ลงพื้นที่จรัญสนิทวงศ์ ซอย 3 ได้เจอกับ คุณหญิง (นามสมมติ) ผู้จัดการอาคาร เปิดเผยว่า จากกรณีที่คอนโดฯมีการเก็บค่าล็อกล้อในราคา 500 บาท เป็นเรื่องจริง เนื่องจากก่อนหน้านี้ลูกบ้านก็ทราบอยู่แล้วว่า การเช่าที่จอดรถคันที่ 2 เดือนละ 300 บาท เป็นแค่สัญญาชั่วคราว สามารถยกเลิกได้ตลอดเวลา ซึ่งในสัญญาซื้อขาย ลูกบ้านก็รู้อยู่แล้วว่ามีพื้นที่สำหรับจอดรถเพียง 33 เปอร์เซ็นของพื้นที่https://snbbet.com ซึ่งสามารถจอดรถยนต์ได้ 636 คัน และจอดจักรยานยนต์ได้ 161 คัน อีกทั้งการเก็บค่าปรับล็อกล้อ ก็ยังเป็นมติของลูกบ้านเกินครึ่งของลูกบ้าน 25 เปอร์เซ็น ที่เข้าร่วมการประชุม

คุณหญิง ยังบอกอีกว่า กรณีที่มีชายชุดดำเดินมาล็อกล้อ ตนยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคนจากบริษัท รปภ. แต่เนื่องจากเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกบ้าน เกิดการปะทะกับ รปภ. ในพื้นที่ จึงต้องให้ รปภ. จากนอกพื้นที่มาคอยดูแล ส่วนกรณีที่ลูกบ้านมีการอ้างว่าจ่ายค่าปรับแล้วไม่มีใบเสร็จนั้น ตนยืนยันว่าไม่เป็นเรื่องจริง เพราะการปรับทุกครั้งต้องมีใบเสร็จแล้วต้องผ่านระบบทุกครั้ง

คุณหญิง ยังยืนว่า หากมีการประชุมลูกบ้านประจำปี ในช่วงเดือน เม.ย 2562 และเกิดมติครั้งใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงให้จอดรถได้ 2 คัน ก็ต้องยึดมติในวาระครั้งใหม่ ซึ่งกฎการล็อกล้อสามารถเปลี่ยนแปลงได้

ด้าน คุณสาว (นามสมมติ) ลูกบ้านคอนโดฯ เปิดเผยว่า ตนอยู่คอนโดฯนี้มาตั้งแต่เปิดในปี 2559 ซึ่งตนรู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีลูกบ้านคนอื่นๆออกสื่อ เกี่ยวกับประเด็นการจอดรถ เพราะตนมองว่าทุกคนต้องทำตามกฎ ซึ่งตนก็ทราบอยู่แล้วว่าการเช่าที่จอดเดือนละ 300 บาท เป็นเพียงสัญญาชั่วคราว และก็รู้ตั้งแต่ซื้อคอนโดฯว่าทุกคนมีสิทธิ์จอดรถได้เพียงห้องละ 1 คัน ซึ่งตนคิดว่าคนที่ออกมาเป็นปัญหาตอนนี้ก็รู้มาตั้งแต่แรก แต่แค่อยากจะจอดรถเกินสิทธิ์เท่านั้น คุณสาว ยังบอกอีกว่า ถึงจะมีการประชุมเพื่อหามติครั้งใหม่และอนุญาตให้จอดมากกว่า 1 คัน ยังไงตนก็ไม่เห็นด้วยและจะไม่ยอมด้วย

รปภ.หมู่บ้านดังปากเกร็ดดับปริศนาคาป้อมยาม ท่อนล่างเปลือย

รปภ. วัย 68 ปี ช็อกดับปริศนาคาป้อมยาม ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านปากเกร็ด หลังเข้าเวรจนไม่ได้พักผ่อน เพื่อนรปภ.เผย ผู้ตายมีโรคประจำตัวหลายโรค คาดหัวใจวายเฉียบพลัน

เมื่อเวลา 11.30 น. (9 ส.ค. 2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด รับแจ้งเหตุชายเสียชีวิตภายในป้อมยามของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ถ.เลียบคลองประปา ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงพร้อมด้วยแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มูลนิธิป่อเต๊กตึ้ง รุดไปตรวจสอบ

บริเวณป้อมยามภายในหมู่บ้านพบศพ นายชนะ อายุ 68 ปี นั่งคอพับเสียชีวิตในชุดเสื้อยึดแขนกุด สีขาว ท่อนล่างเปลือยเปล่า ข้อเท้าขวามีบาดแผลจากอาการของโรคเบาหวาน คาดว่าเสียชีวิตมาราว 5 ชั่วโมง

สอบสวนเพื่อนๆ รปภ.ทราบว่า ผู้ตายมีโรคประจำตัวหลายโรค เพิ่งออกเวรเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สันนิฐานว่าระหว่างรอเพื่อน รปภ.มาเปลี่ยนเวร ผู้ตายได้เปลี่ยนเสื้อผ้าและคงเกิดอาการหน้ามืดเลยนั่งที่โต๊ะและเสียชีวิตด้วยระบบหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพักผ่อนน้อย เข้าเวรทั้งคืน อีกทั้งยังมีอายุมากและมีโรคประจำตัวหลายโรค จึงทำให้เสียชีวิตโดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือได้ทัน เบื้องต้นมอบศพให้มูลนิธินำส่งสถาบันนิติเวช เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้ง ก่อนมอบให้ญาตินำไปประเพณีทางศาสนาต่อไป

จ่อดำเนินคดี “ครูแนะแนว-ครูปกครอง” สั่งนักเรียนหญิงเปิดหน้าอกเทียบคลิปโป๊

สู้มาเกือบปี คดีไม่คืบ ! แม่เด็กหญิงเหยื่อสองครูสั่งเปิดนม-แสดงท่าอมอวัยวะเพศชาย เพราะเชื่อว่าเด็กเป็นคนในคลิปโป๊ ลั่นขอดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทุกคน

( 8 ส.ค.) เวลาประมาณ 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สภ.เมืองลำปาง จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ นางงาม (นามสมมติ) อายุ 48 ปี ชาวบ้านใน ต.พระบาท จ.ลำปาง เข้าพบ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เพื่อเร่งติดตามความคืบหน้ากรณีที่บุตรสาว ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ซึ่งขณะนั้นเกิดเหตุเมื่อปี 2560 กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถูกอาจารย์ผู้หญิง ซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายแนะแนว และอาจารย์ฝ่ายปกครองเรียกตัวไปพบภายในห้องปกครองของโรงเรียนแห่งหนึ่งกลางเมืองลำปาง พร้อมระบุว่า บุตรสาวตนเองเป็นเด็กที่อยู่ในคลิปโป๊

แต่ทราบในเวลาต่อมาว่า ที่แท้เด็กในคลิปไม่ใช่ลูกตน แต่เป็นเด็กวัยรุ่นสองคนชายหญิง โดยเด็กผู้หญิงกำลังแสดงท่าทางอมอวัยวะเพศผู้ชาย แต่ตอนนั้นหลังเห็นคลิปดังกล่าว ซึ่งอาจารย์ทั้งสองเป็นผู้นำคลิปมาให้ดู พร้อมบอกว่าอาจารย์ผู้ชายท่านหนึ่งนำมา และระบุว่าบุตรสาวตนเองเป็นบุคคลในคลิป โดยบุตรสาวตนเองก็ยืนยันว่า บุคคลในคลิปไม่ใช่ตนเอง แต่อาจารย์ทั้งสองไม่เชื่อ

สุดท้ายได้บังคับให้บุตรสาวตนเองถอดเสื้อออก เปิดให้เห็นเรือนร่างท่อนบนทั้งหมด และจากนั้นยังให้บุตรสาวตนเองแสดงท่าทางก้มลงอมอวัยวะเพศผู้ชาย เช่นเดียวกับในคลิป ซึ่งหลังเกิดเรื่องเมื่อปี 2560 ตนเองก็พยายามเข้าพบผู้อำนวยการของโรงเรียนดังกล่าว แต่ไม่ได้รับคำตอบหรือการแก้ไข หรือดำเนินการใดๆ

จากนั้นต่อมาตนเองเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง และเข้าร้องขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หลายหน่วยงานก็พยายามจะไกล่เกลี่ย แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งเรื่องล่วงเลยมาเกือบหนึ่งปี แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีการดำเนินการใดๆ ตนจึงเข้าร้องเรียนกับประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่เดินทางมาติดตามคดีเรื่องหนึ่งที่ สภ.เมืองลำปาง และจากนั้น พล.ต.ต.นิยม ด้วงสี ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดลำปาง และ พ.ต.อ.ไกรสิทธิ์ พรหมปฏิมา ผกก.สภ.เมืองลำปาง ได้เชิญตนเองซึ่งเป็นแม่ของ ด.ญ.เอ เข้าพบ เพื่อขอรับทราบข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมด

โดยเบื้องต้นทราบว่า ก่อนหน้านี้แม่เด็กได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.เมืองลำปาง จริง แต่คดีเป็นเหตุที่เกิดกับเด็กผู้หญิง พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้ชายจึงแจ้งให้แม่เด็กเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นผู้หญิง ในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากการทำสำนวนคดีจะพิจารณาสอบสวน ซักข้อมูลรายละเอียดได้มากกว่า เพราะคดีเกิดกับเด็ก เป็นคดีที่ละเอียดอ่อน แต่จากการสื่อสารอาจจะไม่เข้าใจกัน แม่เด็กจึงไม่ได้มาพบพนักงานสอบสวนในวันนัดหมาย

แต่เมื่อเป็นความประสงค์ของผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีกับครูทั้งสอง วันนี้ นางงาม อายุ 48 ปี แม่เด็กผู้เสียหาย จึงเดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.หญิง ชรินทร์ทิพย์ หอมตระกูล สว.สอบสวน ที่ สภ.เมืองลำปาง พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับอาจารย์หญิงทั้งสองคน โดยพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ พร้อมตั้งข้อกล่าวหาอาจารย์ทั้งสองว่า ร่วมกันกระทำอันเป็นการทารุณกรรม ต่อร่างกายเด็ก หรือจิตใจเด็ก ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยพฤติกรรมการกระทำ เป็นไปตามรายละเอียดข้างต้น ซึ่งพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หลังจากลงมาจาก สภ.เมืองลำปาง แล้ว นางงามได้กล่าวว่า ตนเองพยายามเคลียร์เรื่องที่เกิดขึ้น เพียงหวังว่าจะให้บุตรสาวได้รับความยุติธรรม อาจารย์ที่กระทำละเมิดออกมาขอโทษเด็ก และรับการดำเนินการด้านวินัย ซึ่งตนเองไม่เคยเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินเลย เพียงแต่ขอความยุติธรรมให้กับบุตรสาว ซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำ ตนให้เวลามาร่วมปี แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า หรือมีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด ซึ่งจากนี้ไปตนจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกคน รวมทั้งผู้ที่จัดหาคลิปมาเผยแพร่ด้วย

น่านับถือ อาจารย์จีนเปิดบ้านดูแลสัตว์ 200 ชีวิต ไถ่จากร้านอาหารพิสดาร-ตลาดมืด

ยอดบัณฑิตที่แท้จริง! อาจารย์จีนเปิดบ้าน ดูแลสัตว์ 200 ชีวิต ที่ไถ่มาจากร้านอาหารพิสดารและตลาดมืด

สำนักข่าวซินหัวเผยเรื่องของอาจารย์หลี่หลี่ (李里) ผู้สอนวิชาภาษาและวัฒนธรรมจีนคนหนึ่งของเมืองเฉิงตู ที่เมื่อปี 2013 ตัดสินใจย้ายบ้านออกไปอยู่แถบชานเมือง ภายในบ้านสไตล์จีนโบราณที่มีบริเวณกว้างขวางกว่า 6,000 ตารางเมตร อาจารย์หลี่ปลูกต้นไม้กว่า 300 ชนิด และเลี้ยงสัตว์อีกราว 200 ชนิด มากกว่า 2 ใน 3 ล้วนเป็นสัตว์ที่เขาไถ่ชีวิตมาจากร้านอาหารพิสดารและตลาดมืด เช่น เม่น นกกระจอกเทศ ชะมดแผงหางปล้อง กวางโรไซบีเรียน อัลปากา ฯลฯ

อาจารย์หลี่เล่าว่า ตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมต้น ตนก็ไม่ได้เข้าโรงเรียนตามระบบตะวันตกอีก แต่ศึกษาวัฒนธรรมจีนโบราณด้วยตนเองจนแตกฉาน

อาจารย์หลี่สร้างบ้านหลังนี้ให้เป็นโรงเรียนสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนตามสไตล์จีนโบราณ และใช้พื้นที่สวนหลังบ้านเป็นสวนสัตว์ ดูแลสัตว์ป่าที่เขาช่วยชีวิตมา

เขาเล่าว่า ตอนที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่น่าสงสารเหล่านี้ไว้ แต่ละตัวล้วนบาดเจ็บ บ้างก็โดนตัดขา บ้างก็โดนตัดหาง บางตัวที่เขารักษาจนหายดีแล้วและสามารถกลับสู่ธรรมชาติได้ เขาก็นำไปปล่อย

ด้านกรมป่าไม้เมื่อทราบถึงสิ่งที่อาจารย์หลี่ทำ ก็สนับสนุนและให้ความร่วมมือด้วยการสถาปนาสวนของอาจารย์หลี่เป็น “ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า” อย่างเป็นทางการ

รับน้องพิเรนทร์ จูบปากป้อนลูกอม! ม.ดังปัดตอบ ฉะเพจแฉล้ำสิทธิ ทำโดนโจมตี

จากกรณีเพจ ANTI SOTUS โพสต์ภาพที่มีการรับน้อง ของมหาวิทยาลัยแห่งนึ่งโดยการให้น้องอมลูกอม 1 เม็ดต่อกัน 20 คน และมีข้อความระบุใต้ภาพว่า “เรื่องอมลูกอม อมยังไงให้ได้ครบ 20 คนและไม่ติดเชื้อ หนังกำกับโดยรุ่นพี่ผู้ไม่รู้จักโลกภายนอกและโรคติดต่อ และยังทำงานไม่เป็น” ซึ่งนอกจากนี้ก็ยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมาก เข้าไปแสดงความคิดเห็นในเชิงลบด้วย

วันที่ 5 ส.ค. 61 ทีมข่าวได้ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยดังกล่าวนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 2 อยู่ภายในมหาวิทยาลัย ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้ว่าคณะไหน เพราะยังไม่เปิดเทอม รู้แค่ว่ามหาวิทยาลัยกำหนดวันรับน้องระหว่าวันที่ 31 ก.ค. 61 – 10 ส.ค 61 และกำหนดเปิดภาคเรียนคือวันที่ 6 ส.ค. 61

หลังจากนั้นในเวลาต่อมา ทางเพจ ANTI SOTUS ได้นำภาพที่นายยกสโมสรนักศึกษาโพสต์ลงกลุ่มของสโมสรของมหาวิทยาลัย มาเผยแพร่ต่อในเพจ ข้อความภายในภาพระบุว่า “ ขณะนี้มีเพจ ANTI SOTUS กำลังโจมตีการรับน้องของมหาวิทยาลัยเรา

โดยนำภาพจากเฟซบุ๊กของร้านพี่ที่ทำกิจกรรมรับน้องต่างๆ ไปโพสต์และวิจารณ์ในเพจ ทางสโมสรนักศึกษาจึงขอแจ้งเตือนให้ทุกสาขาวิชา ทำการรับน้องให้อยู่ในขอบเขต และทางที่ดีทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง รวมถึงพี่ๆ ที่จบการศึกษาแล้ว ไม่ควรเผยแพร่ภาพกิจกรรมต่างๆลงในโซเชียล เพื่อป้องกันสิทธิส่วนบุคคลของรุ่นน้อง และไม่ให้คนนอกนำไปโจมตีมหาวิทยาลัยได้อีก

นอกจากนี้ ทางเพจ ANTI SOTUS ยังได้โพสต์ข้อความเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับข้อความที่นายยกสโมสรได้โพสต์ลงไปในกลุ่มด้วย โดยระบุข้อความดังนี้

1. ANTI SOTUS ไม่ได้ทำการโจมตี คุณในฐานะนายกสโมฯเป็นตำแหน่งสาธารณะที่มีความรับผิดชอบต่อกิจกรรม ต่อสาธารณะโดยตรง ต้องเข้าใจใหม่ว่า นี่คือกระบวนการตรวจสอบจากสาธารณะ เพจเป็นเพียงสื่อกลาง Feedback ทั้งหมดที่คุณได้รับ ไม่ใช่ “เพจ ANTI SOTUS โจมตี” ให้คิดเสียใหม่ว่า กิจกรรมของคุณกำลังถูกตรวจสอบจากสาธารณะ ความเห็นที่มาคอมเมนต์ ก็คือความคิดเห็นสาธารณะต่อสิ่งที่พวกคุณทำ ซึ่งจะบวกจะลบ ก็เป็นผลมาจากสิ่งที่คุณทำเอง คือคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม และแฮชแท็กไม่ใช่การโจมตี

2.การปกป้องสิทธิน้อง ไม่ใช่ทำด้วยการไม่เอารูปน้องมาโพสต์ แต่ทำได้ด้วยการไม่ทำกิจกรรมที่ละเมิดสิทธิ์หรือเสี่ยงอย่างในกรณีนี้คือเสี่ยงโรค จิตสำนึกในการปกป้องสิทธิน้อง ควรมีตั้งแต่ตอนทำกิจกรรม ไม่ใช่มาเกิดหลังจากมีคนมาโพสต์ภาพลงโซเชียล ไม่อย่างนั้นสังคมจะมองได้ว่าคุณเพียงต้องการ ไม่ให้มีหลักฐาน เป็นห่วงปกป้องหน้าตาชื่อเสียงตนเอง ไม่ใช่การเป็นห่วงปกป้องน้อง

3.การแก้ปัญหาด้วยการไม่ให้โพสต์ลง Social คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ที่สำคัญ ส่อเจตนา ว่ากิจกรรมที่คุณทำนั้น มีปัญหาอะไรหรือไม่ ถึงไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ในเมื่อกิจกรรมรับน้องของมหาวิทยาลัย ไม่สามารถกระทำอย่างโปร่งใสได้แบบนี้ สมควรที่สังคมหรือผู้ปกครองจะสงสัยหรือไม่ ว่ามีเจตนาอย่างไรจึงต้องประกาศว่าห้ามเปิดเผย

“โจ้ สปอตไลท์” เผยความลับ “เสี่ยอ้วน” อาภัพรัก แค้น “สปาย” ปมเงิน 4 ล้าน

จากเหตุการณ์กระหน่ำยิงสังหาร เป็นเหตุให้ นายอนันตชัย หรือ ฟอส อายุ 20 ปี และ น.ส.ปวีณา หรือ สปาย อายุ 20 ปี เสียชีวิตที่ลานจอดรถสถานที่ท่องเที่ยวเขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี ซึ่งตำรวจได้ออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้แล้ว 3 ราย และหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับและคาดว่าเป็นผู้ว่าจ้างฆ่าในครั้งนี้ คือ เสี่ยอ้วนบางลา หรือ นายปัญญา ยิ่งดัง อายุ 39 ปี เจ้าของสถานบันเทิงชื่อดังใน จ.ภูเก็ต

ล่าสุด นายธรรมรัตน์ หรือ โจ้ สปอตไลท์ ผู้ก่อตั้งเพจ Spotlight Phuket เปิดเผยว่า เสี่ยอ้วนคบหากับน้องสปายจริง แต่ปกติเจ้าตัวเป็นคนอาภัพรัก ชอบผู้หญิงคนไหนก็จะทุ่มให้ โดยที่อีกฝ่ายจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่มีเหตุการณ์เสี่ยอ้วนยิงพ่อค้าขายไอศกรีม ตนอยากให้ไปสืบว่า ผู้หญิงที่นั่งอยู่กับพ่อค้าขายไอศกรีมก่อนเกิดเหตุคือน้องสปายหรือไม่ เนื่องจากคดีดังกล่าวตำรวจส่งฟ้องศาล แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องการป้องกันตัวอันสมควรแก่เหตุ

ทั้งนี้ น้องสปายที่ทำงานเป็นโคโยตี้ในร้านของเสี่ยอ้วน แต่เสี่ยอ้วนคอยดูแลถึงขั้นเคยบอกว่าจะแต่งงานด้วย โดยหมดเงินกับน้องสปาย ประมาณ 4 ล้านบาท หลังจากนั้นช่วงประมาณต้นปี เสี่ยอ้วนก็บอกว่าตัวเองถูกแฟนทิ้ง ซึ่งตอนนั้นตนก็ไม่ทราบว่าเป็นน้องสปาย จนกระทั่งมีข่าวเรื่องยิงกันที่เขาชีจรรย์ ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ก่อเหตุนั้นไม่ใช่มือปืนอาชีพ ทั้งวิถีการยิง และการเลือกสถานที่ซึ่งมีคนพลุกพล่าน

ทั้งนี้ มูลเหตุที่เสี่ยอ้วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของน้องสปายหรือไม่นั้น ตนคิดว่าอาจจะมีเรื่องหึงหวงเป็นประเด็น แต่อาจจะมีเรื่องอื่นด้วย เพราะคดีเก่าปี 2560 ที่เสี่ยอ้วนยิงคนขายไอศกรีม หากสปายคือผู้หญิงที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็จะเป็นพยานสำคัญในคดีได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นแค่ความคิดเห็นของตนเท่านั้น โดยตัวเสี่ยอ้วนนั้น เป็นคนอารมณ์ร้อน ควบคุมตัวเองไม่ได้ และมีคดีติดตัวเกี่ยวกับทำร้ายร่างกายหลายคดี แต่ตนไม่เคยเห็นเสี่ยอ้วนหึงหวงถึงขั้นทำร้ายร่างกายแฟน

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้เสี่ยอ้วนได้ติดต่อเพื่อนของตน บอกว่าจะขอเข้ามอบตัวและสอบถามเรื่องเงินประกันตัว แต่เพื่อนตนบอกว่าเรื่องใหญ่เกินไปจนไม่สามารถประกันตัวได้ เจ้าตัวจึงเงียบไป ซึ่งเพื่อนของตนยืนยันว่าหากเสี่ยอ้วนติดต่อมาอีกรอบก็จะบอกให้มอบตัวสู้คดี โดยเพื่อนเล่าว่าก่อนหน้านี้เสี่ยอ้วนเคยบอกในทำนองด้วยอารมณ์โมโห ว่าไม่พอใจน้องสปายมากและอยากได้เงิน 4 ล้านบาทคืนด้วย

ขณะที่ น.ส.ออย (นามสมมติ) อดีตพนักงานร้านของเสี่ยอ้วน เปิดเผยว่า เสี่ยอ้วนเคยคบหากับน้องสปายจริง โดยเด็กที่ทำงานในร้านทุกคนก็ทราบดี ซึ่งนายแบบและทอมในร้านก็จะไม่มองน้องสปาย เพราะเป็นคนของหัวหน้า ส่วนเรื่องที่มีการ์ดตามน้องสปายนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องหึงหวง แต่เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีคนเดินตามดูแล

โดยการที่เสี่ยอ้วนคบหากับน้องสปาย ทางบ้านของฝ่ายหญิงก็รับรู้ และมีการพูดคุยโทรศัพท์กันตลอด จริงจังถึงขั้นที่เสี่ยอ้วนเคยบอกตนว่าจะแต่งงานกับน้องสปาย โดยตอนนั้นกำลังสร้างบ้าน และเปิดภาพเอกสารที่โอนเงินให้น้องสปายให้ตนดู แต่ตนไม่ทราบจำนวนเงิน

น.ส.ออย เล่าต่อว่า ส่วนน้องฟอสกับน้องสปายที่คบหากันนั้น ฟอสมักจะแสดงออกคล้ายตุ้งติ้ง แต่เจ้าตัวเคยบอกว่ารู้สึกดีกับผู้หญิงแค่คนเดียว ก็คือ น้องสปาย ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยมีคนบอกเสี่ยอ้วนแล้ว แต่เจ้าตัวไม่เชื่อ และคิดว่าทั้ง 2 คน เป็นเพื่อนกัน

โดยน้องฟอสก็รู้ว่าเสี่ยอ้วนคบกับน้องสปาย แต่น้องฟอสเต็มใจ ตนไม่ทราบว่าจะเป็นเพราะเงินหรือไม่ ซึ่งช่วงหลังตนทราบว่าสปายทะเลาะกับเสี่ยอ้วน จึงลาออกจากร้านไป นอกจากนี้ ตนก็ไม่เคยเห็นเสี่ยอ้วนทำร้ายร่างกายน้องสปาย แต่ยอมรับว่าเสี่ยอ้วนเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่ในมุมของลูกน้อง ก็มองว่าเจ้านายเป็นคนดี คอยช่วยเหลือลูกน้องเสมอ

สีกาบาปหนา โดดถีบหลวงพี่กระเด็น หลังโดนจับได้ขโมยเงินในโบสถ์วัด

วงจรปิดจับภาพสีกาบาปหนา กระโดดถีบพระสงฆ์กระเด็น หลังโดนจับได้ขโมยเงินตู้บริจาควัด พร้อมเข้าวิหารหลวงปู่งัดโลงศพบริจาคไปแล้วหลายครั้ง น่าเวทนาลูกน้อยก็อยู่ในเหตุการณ์

เมื่อวานนี้ (1 ส.ค.) พ.ต.อ.สีหเดช สระกอบแก้ว ผกก.สภ นครชัยศรี พร้อมชุดสืบสวน ได้นำตัว น.ส.อรวรรณ์ อายุ 34 ปี ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังจากที่ น.ส.อรวรรณ์ ได้ก่อเหตุขโมยเงินในโลงศพรับบริจาคของญาติโยมที่วิหารภายในวัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อ 3 วันก่อน

ก่อนที่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม น.ส.อรวรรณ์ ได้ย้อนกลับมาที่วัดนี้อีกครั้ง พร้อมกับลูกสาววัยเพียง 3-4 ขวบ จากนั้นแม่ได้เข้าไปในโบสถ์เพื่อจะขโมยเงินจากตู้บริจาคอีก กระทั่งมีพระสงฆ์มาเจอ กระทั่งมีปากเสียงกัน จากภาพในกล้องวงจรปิดจะเห็นได้ว่า น.ส.อรวรรณ์ ได้กระโดดถีบพระสงฆ์จนกระเด็น จากนั้นก็ได้เข้าไปตบตีกับพระสงฆ์อีก

จากการสอบสวนยังพบอีกว่า น.ส.อรวรรณ์ ติดยาเสพติดอย่างหนักด้วย และยังมีลูกอีกคนตามไปด้วยทุกครั้งที่ไปก่อเหตุลักขโมย

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามไปยังพระสงฆ์ที่ปรากฏเห็นในคลิปดังกล่าว ทราบว่าพระรูปดังกล่าวคือ พระเบิร์ด เล่าให้ฟังว่า วันเกิดเหตุมีแม่ชีเห็นว่าหญิงสาวมาก่อเหตุขโมยเงินในโลงศพในวิหาร ก่อนย้อนกลับมาก่อเหตุอีกแล้ว จึงได้แจ้งให้อาตมาทราบ

จากนั้นอาตมาก็เดินตามไปดูที่โบสถ์ ก่อนจะยืนร้องเรียกหญิงสาวคนที่เข้าไปในโบสถ์ออกมา แต่พอสีกาคนนั้นเดินออกมาก็ได้ชี้หน้าด่าอาตมา อาตมาก็ได้หยิบโทรศัพท์ออกมา เพื่อจะโทรแจ้งพระที่ถือกุญแจกล้องวงจรปิดเพื่อให้มาเปิดดู แต่พออาตมาหันหลังกลับ สีกาคนนั้นก็ได้กระโดดถีบอาตมาเข้าอย่างแรง ทำให้อาตมากระเด็น

ยังไม่เท่านั้น สีกายังวิ่งเข้ามาตบตีและข่วนที่คอ ตามใบหน้าของอาตมาอีกหลายครั้ง อาตมาก็พยายามเดินหนีและปกป้องไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาใกล้ตัว อีกทั้งพบว่าสีกาผู้นี้ได้เข้ามาก่อเหตุขโมยเงินที่วัดมาหลายครั้งแล้ว