“โจ้ สปอตไลท์” เผยความลับ “เสี่ยอ้วน” อาภัพรัก แค้น “สปาย” ปมเงิน 4 ล้าน

จากเหตุการณ์กระหน่ำยิงสังหาร เป็นเหตุให้ นายอนันตชัย หรือ ฟอส อายุ 20 ปี และ น.ส.ปวีณา หรือ สปาย อายุ 20 ปี เสียชีวิตที่ลานจอดรถสถานที่ท่องเที่ยวเขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี ซึ่งตำรวจได้ออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้แล้ว 3 ราย และหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับและคาดว่าเป็นผู้ว่าจ้างฆ่าในครั้งนี้ คือ เสี่ยอ้วนบางลา หรือ นายปัญญา ยิ่งดัง อายุ 39 ปี เจ้าของสถานบันเทิงชื่อดังใน จ.ภูเก็ต

ล่าสุด นายธรรมรัตน์ หรือ โจ้ สปอตไลท์ ผู้ก่อตั้งเพจ Spotlight Phuket เปิดเผยว่า เสี่ยอ้วนคบหากับน้องสปายจริง แต่ปกติเจ้าตัวเป็นคนอาภัพรัก ชอบผู้หญิงคนไหนก็จะทุ่มให้ โดยที่อีกฝ่ายจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่มีเหตุการณ์เสี่ยอ้วนยิงพ่อค้าขายไอศกรีม ตนอยากให้ไปสืบว่า ผู้หญิงที่นั่งอยู่กับพ่อค้าขายไอศกรีมก่อนเกิดเหตุคือน้องสปายหรือไม่ เนื่องจากคดีดังกล่าวตำรวจส่งฟ้องศาล แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องการป้องกันตัวอันสมควรแก่เหตุ

ทั้งนี้ น้องสปายที่ทำงานเป็นโคโยตี้ในร้านของเสี่ยอ้วน แต่เสี่ยอ้วนคอยดูแลถึงขั้นเคยบอกว่าจะแต่งงานด้วย โดยหมดเงินกับน้องสปาย ประมาณ 4 ล้านบาท หลังจากนั้นช่วงประมาณต้นปี เสี่ยอ้วนก็บอกว่าตัวเองถูกแฟนทิ้ง ซึ่งตอนนั้นตนก็ไม่ทราบว่าเป็นน้องสปาย จนกระทั่งมีข่าวเรื่องยิงกันที่เขาชีจรรย์ ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ก่อเหตุนั้นไม่ใช่มือปืนอาชีพ ทั้งวิถีการยิง และการเลือกสถานที่ซึ่งมีคนพลุกพล่าน

ทั้งนี้ มูลเหตุที่เสี่ยอ้วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของน้องสปายหรือไม่นั้น ตนคิดว่าอาจจะมีเรื่องหึงหวงเป็นประเด็น แต่อาจจะมีเรื่องอื่นด้วย เพราะคดีเก่าปี 2560 ที่เสี่ยอ้วนยิงคนขายไอศกรีม หากสปายคือผู้หญิงที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็จะเป็นพยานสำคัญในคดีได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นแค่ความคิดเห็นของตนเท่านั้น โดยตัวเสี่ยอ้วนนั้น เป็นคนอารมณ์ร้อน ควบคุมตัวเองไม่ได้ และมีคดีติดตัวเกี่ยวกับทำร้ายร่างกายหลายคดี แต่ตนไม่เคยเห็นเสี่ยอ้วนหึงหวงถึงขั้นทำร้ายร่างกายแฟน

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้เสี่ยอ้วนได้ติดต่อเพื่อนของตน บอกว่าจะขอเข้ามอบตัวและสอบถามเรื่องเงินประกันตัว แต่เพื่อนตนบอกว่าเรื่องใหญ่เกินไปจนไม่สามารถประกันตัวได้ เจ้าตัวจึงเงียบไป ซึ่งเพื่อนของตนยืนยันว่าหากเสี่ยอ้วนติดต่อมาอีกรอบก็จะบอกให้มอบตัวสู้คดี โดยเพื่อนเล่าว่าก่อนหน้านี้เสี่ยอ้วนเคยบอกในทำนองด้วยอารมณ์โมโห ว่าไม่พอใจน้องสปายมากและอยากได้เงิน 4 ล้านบาทคืนด้วย

ขณะที่ น.ส.ออย (นามสมมติ) อดีตพนักงานร้านของเสี่ยอ้วน เปิดเผยว่า เสี่ยอ้วนเคยคบหากับน้องสปายจริง โดยเด็กที่ทำงานในร้านทุกคนก็ทราบดี ซึ่งนายแบบและทอมในร้านก็จะไม่มองน้องสปาย เพราะเป็นคนของหัวหน้า ส่วนเรื่องที่มีการ์ดตามน้องสปายนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องหึงหวง แต่เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีคนเดินตามดูแล

โดยการที่เสี่ยอ้วนคบหากับน้องสปาย ทางบ้านของฝ่ายหญิงก็รับรู้ และมีการพูดคุยโทรศัพท์กันตลอด จริงจังถึงขั้นที่เสี่ยอ้วนเคยบอกตนว่าจะแต่งงานกับน้องสปาย โดยตอนนั้นกำลังสร้างบ้าน และเปิดภาพเอกสารที่โอนเงินให้น้องสปายให้ตนดู แต่ตนไม่ทราบจำนวนเงิน

น.ส.ออย เล่าต่อว่า ส่วนน้องฟอสกับน้องสปายที่คบหากันนั้น ฟอสมักจะแสดงออกคล้ายตุ้งติ้ง แต่เจ้าตัวเคยบอกว่ารู้สึกดีกับผู้หญิงแค่คนเดียว ก็คือ น้องสปาย ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยมีคนบอกเสี่ยอ้วนแล้ว แต่เจ้าตัวไม่เชื่อ และคิดว่าทั้ง 2 คน เป็นเพื่อนกัน

โดยน้องฟอสก็รู้ว่าเสี่ยอ้วนคบกับน้องสปาย แต่น้องฟอสเต็มใจ ตนไม่ทราบว่าจะเป็นเพราะเงินหรือไม่ ซึ่งช่วงหลังตนทราบว่าสปายทะเลาะกับเสี่ยอ้วน จึงลาออกจากร้านไป นอกจากนี้ ตนก็ไม่เคยเห็นเสี่ยอ้วนทำร้ายร่างกายน้องสปาย แต่ยอมรับว่าเสี่ยอ้วนเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่ในมุมของลูกน้อง ก็มองว่าเจ้านายเป็นคนดี คอยช่วยเหลือลูกน้องเสมอ

สีกาบาปหนา โดดถีบหลวงพี่กระเด็น หลังโดนจับได้ขโมยเงินในโบสถ์วัด

วงจรปิดจับภาพสีกาบาปหนา กระโดดถีบพระสงฆ์กระเด็น หลังโดนจับได้ขโมยเงินตู้บริจาควัด พร้อมเข้าวิหารหลวงปู่งัดโลงศพบริจาคไปแล้วหลายครั้ง น่าเวทนาลูกน้อยก็อยู่ในเหตุการณ์

เมื่อวานนี้ (1 ส.ค.) พ.ต.อ.สีหเดช สระกอบแก้ว ผกก.สภ นครชัยศรี พร้อมชุดสืบสวน ได้นำตัว น.ส.อรวรรณ์ อายุ 34 ปี ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังจากที่ น.ส.อรวรรณ์ ได้ก่อเหตุขโมยเงินในโลงศพรับบริจาคของญาติโยมที่วิหารภายในวัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อ 3 วันก่อน

ก่อนที่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม น.ส.อรวรรณ์ ได้ย้อนกลับมาที่วัดนี้อีกครั้ง พร้อมกับลูกสาววัยเพียง 3-4 ขวบ จากนั้นแม่ได้เข้าไปในโบสถ์เพื่อจะขโมยเงินจากตู้บริจาคอีก กระทั่งมีพระสงฆ์มาเจอ กระทั่งมีปากเสียงกัน จากภาพในกล้องวงจรปิดจะเห็นได้ว่า น.ส.อรวรรณ์ ได้กระโดดถีบพระสงฆ์จนกระเด็น จากนั้นก็ได้เข้าไปตบตีกับพระสงฆ์อีก

จากการสอบสวนยังพบอีกว่า น.ส.อรวรรณ์ ติดยาเสพติดอย่างหนักด้วย และยังมีลูกอีกคนตามไปด้วยทุกครั้งที่ไปก่อเหตุลักขโมย

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามไปยังพระสงฆ์ที่ปรากฏเห็นในคลิปดังกล่าว ทราบว่าพระรูปดังกล่าวคือ พระเบิร์ด เล่าให้ฟังว่า วันเกิดเหตุมีแม่ชีเห็นว่าหญิงสาวมาก่อเหตุขโมยเงินในโลงศพในวิหาร ก่อนย้อนกลับมาก่อเหตุอีกแล้ว จึงได้แจ้งให้อาตมาทราบ

จากนั้นอาตมาก็เดินตามไปดูที่โบสถ์ ก่อนจะยืนร้องเรียกหญิงสาวคนที่เข้าไปในโบสถ์ออกมา แต่พอสีกาคนนั้นเดินออกมาก็ได้ชี้หน้าด่าอาตมา อาตมาก็ได้หยิบโทรศัพท์ออกมา เพื่อจะโทรแจ้งพระที่ถือกุญแจกล้องวงจรปิดเพื่อให้มาเปิดดู แต่พออาตมาหันหลังกลับ สีกาคนนั้นก็ได้กระโดดถีบอาตมาเข้าอย่างแรง ทำให้อาตมากระเด็น

ยังไม่เท่านั้น สีกายังวิ่งเข้ามาตบตีและข่วนที่คอ ตามใบหน้าของอาตมาอีกหลายครั้ง อาตมาก็พยายามเดินหนีและปกป้องไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาใกล้ตัว อีกทั้งพบว่าสีกาผู้นี้ได้เข้ามาก่อเหตุขโมยเงินที่วัดมาหลายครั้งแล้ว

พูดแล้วทำจริง! เมียสาดน้ำมันจุดไฟเผาผัวพร้อมตัวเอง ญาติช็อกนึกว่าแค่ขู่

(31 ก.ค.) เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุ 191 อ่างทองได้รับแจ้งมีเหตุคนใช้น้ำมันราดตัวเองและสามีก่อนไฟจุดเผาจนได้รับบาดเจ็บบริเวณบ้านเลขที่ 13 หมู่ที่ 4 ต.จำปาหล่อ อ.เมือง จ.อ่างทอง จึงแจ้งให้ ร.ต.อ.พูลศักดิ์ สีสด ร้อยเวร 20 ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบร่าง นางธานี อายุ 50 ปี นอนอยู่บริเวณลานดินหน้าสภาพร่างกายมีรอยถูกไฟไหม้บริเวณร่างกายช่วงบนทั้งบริเวรใบหน้าและมือทั้งสองข้าง อาการสาหัส ใกล้กันมี นายสุรินทร์ สามีของนางธานี ได้รับบาดเจ็บไฟคลอกที่มือและขาด้านหน้า 2 ข้าง จึงประสานรถกู้ชีพเร่งนำตัวส่ง รพ.อ่างทอง โดยนางธานีอาการสาหัส ทางเจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำตัวเข้าห้องไอซียูเพื่อช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน

นางสุวิมล อายุ 50 ปี น้องสะใภ้ของนายสุรินทร์ ซึ่งอยู้ในเหตุการณ์เล่าด้วยความตกใจว่า ทั้งสองอยู่กินกันมากว่า 10 ปีแล้ว และมีเรื่องทะเลาะกันบ่อยครั้ง เมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมาตนเองกับสามีขับรถเข้ามาหาทั้งสองที่บ้านเห็นกำลังมีปากเสียงกันอยู่โดยนางธานีถือมีดไล่ทำร้ายนายสุรินทร์พร้อมทั้งตะโกนด่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง สักพักนางธานีก็ขับรถจักรยานยนต์ออกไปข้างนอกโดยบอกจะไปซื้อน้ำมันมาเผานายสุรินทร์ แต่ทั้งหมดก็ไม่มีใครคิดว่านางธานีจะทำจริง

แต่ขณะที่กำลังยืนคุยกันอยู่ที่ลานดินจุดเกิดเหตุ นางธานีขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดที่บ้านก่อนที่จะเดินเข้ามาหานายสุรินทร์และเอาน้ำมันเบนซินที่ถือใส่ขวดมาสาดใส่ก่อนที่จะนำน้ำมันราดตัวเองและใช้ไฟแช็คจุดไฟท่ามกลางความตกใจของทั้งหมดจนไฟลุกท่วมร่างของนางธานี ซึ่งนายสุรินทร์พยายามวิ่งหาผ้าจุ่มน้ำไปดับไฟแต่ก็ถูกไฟลุกติดตัวมาเนื่องจากถูกสาดน้ำมันไว้ด้วย จนต้องถอดเสื้อผ้าทิ้งทั้งหมด เมื่อเห็นไฟลุกแรงทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์จึงช่วยกันหาผ้าชุบน้ำมาคลุมร่างของนางธานีไว้จนไฟดับก่อนที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาช่วยเหลือ

ขณะที่เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานที่ตกอยู่ภายในบ้านเป็นขวดน้ำใส่น้ำมันที่ยังเต็มอยู่ 1 ขวดและอีกหนึ่งขวดมีน้ำมันติดก้นอยู่เล็กน้อย รวมถึงไฟแช็ค เสื้อผ้าของทั้งนายสุรินทร์และนางธานี ไว้เป็นหลักฐานก่อนที่จะสอบสวนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยล่าสุดอาการของนางธานีสาหัสเนื่องจากร่างกายถูกไฟลวกเป็นจำนวนมาก ทางแพทย์และพยาบาลต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

ปิดฉากง้อครั้งสุดท้าย! หนุ่มบุกยิงอดีตเมียดับคาบ้าน นั่งรอตำรวจจับ-ก้มกราบศพ

(29 ก.ค.) เวลาประมาณ 20.30 น. พ.ต.อ. สังเวียน อินตากูล ผกก.สภ.งาว จ.ลำปาง และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลงาว จ.ลำปาง เข้าไปตรวจสอบ หลังรับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต

เหตุเกิดภายในบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 2 ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง เมื่อไปถึงที่เกิด เหตุพบศพ น.ส.ปฏิมานันท์ อายุ 39 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าว สภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณชั้นล่างของพื้นบ้าน โดยพบว่าพื้นบ้านมีเลือดไหลนองเต็มพื้น และ ใกล้กันจุดเกิดเหตุ ยังพบผู้ก่อเหตุ คือ นายถาวร อายุ 31 ปี เป็นอดีตสามีของผู้ตาย

โดยผู้ก่อเหตุนั้น ไม่ยอมพูดจาใดๆ และนั่งรออยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ จากนั้นเจ้าที่ตำรวจได้ทำการควบคุมตัวไว้ จากการสอบสวนแม่ของผู้ตาย ให้การกับเจ้าที่ตำรวจว่า เมื่อหลายปีที่ผ่านมา นายถาวรและนางสาวปฏิมานั้น เคยเป็นสามีภรรยากัน และเคยมีบุตรด้วยกันมาแล้ว 2 คน ซึ่งประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองคนได้แยกทางกันอยู่ บุตรสาวบอกว่า นายถาวรนั้นเป็นคนโมโหร้ายและชอบคิดระแวงว่าภรรยาจะไปมีชายอื่น

เมื่อคืนนายถาวรอดีตสามีผู้ตาย ได้แอบปีนรั้วบ้านเข้ามาในบ้าน เพื่อจะมาขอคืนดี แต่ น.ส.ปฏิมานันท์ นั้นปฏิเสธและไม่สนใจ ทำให้นายถาวรได้นำเอาอาวุธปืนลูกซองสั้นที่พกมาด้วย ทำการจ่อยิงระยะเผาขน เข้าบริเวณหน้าอกของ น.ส.ปฏิมานันท์ จนทรุดลงกับพื้นและเสียชีวิตดังกล่าว

ล่าสุดเจ้าที่ตำรวจได้ทำการควบคุมตัว นายถาวรผู้ก่อเหตุรายนี้ไว้แล้ว และแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา พกพาอาวุธเครื่องกระสุนหรือปืน เข้ามาในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันควร โดยนายถาวรให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาพร้อมก้มลงกราบศพผู้ตาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้นำตัวควบคุมไว้ที่โรงพักสภ.งาว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“เอ๋” เล่าละเอียด “ป๋อ” ขี้หวงสุดๆ ถ้าไม่อยู่ด้วย ห้ามแต่งตัวโป๊

ยังคงมีความน่ารักเหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามันเสมอ สำหรับคู่ของ เอ๋-พรทิพย์ สกิดใจ และ ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ ที่ตอนนี้สร้างครอบครัวใหญ่ มีทายาทตัวน้อยๆ 2 คน อย่างน้องภู และน้องเภา มาเป็นโซ่ทองคล้องใจ ถึงแม้จะใช้ชีวิตร่วมกันมานานแล้ว แต่ฝ่ายสามีอย่าง ป๋อ ก็ยังคงมีความหวงภรรยาหนักมากไม่เปลี่ยนแปลง

โดย เอ๋ พรทิพย์ ได้เขียนเล่าถึงมุมน่ารักของสามี ที่หลายๆ คนอิจฉา หลังจากโพสต์ภาพที่ตัวเองสวมใส่ชุดสวย แต่แอบเซ็กซี่เบาๆ โดยมีข้อความบรรยายว่า

“สามีมีความน่ารัก ไม่ชอบให้ใส่ชุดโป๊สักเท่าไหร่ พอเมื่อวานใส่ชุดที่ไม่ได้โป๊มาก ถ้าเทียบกับสาวๆ คนอื่น น้อยมากจริงๆ สามีเรียกไปตักเตือน ขณะสั่งของกินกับพนักงานหน้าแคชเชียร์ กวักมือเรียก เหมือนครูฝ่ายปกครอง ต้องมาเดี๋ยวนี้ คนเก็บตังค์รอไป หน้าแบบคิ้วขมวด ชุดนี้โป๊มากนะ คนข้างหลังมองใหญ่เลย รู้ป่าว เอามือปิดๆหน่อย แค่นี้ยังไม่พอ ไลน์มาหาอีก พี่ว่าสวยนะ แต่โป๊ไปหน่อย พี่ชอบ ใส่ไปเถอะ แต่พี่ต้องอยู่ด้วย นะ นั่นแน่!!! หวงใช่ม๊ายยย 5555”

หลังจากที่ เอ๋ พรทิพย์ โพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงไป ก็ทำเอาแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์กันใหญ่ ว่าอิจฉาหนักมาก และไม่คิดว่า ป๋อ ณัฐวุฒิ จะมีมุมน่ารักๆ แบบนี้ ก็เพราะมีภรรยาที่สวย และแสนดีใช่ไหมคะพี่ป๋อ เลยต้องหวงขนาดนี้

ดินถล่มเหมืองหยกเมียนมา หลังฝนตกหนัก ฝังคนงานดับ 27 ศพ

เกิดเหตุดินถล่มเหมืองหยก ในรัฐกะฉิ่น ประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีผู้สูญหาย และเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ราย ขณะที่ความช่วยเหลือยังล่าช้าเพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

วันที่ 25 ก.ค. 61 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุดินสไลด์ที่เหมืองหยกแห่งหนึ่ง ในรัฐกะฉิ่น ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา หลังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้เกิดดินสไลด์ทับถมที่เหมืองหยก ส่งผลทำให้มีผู้ถูกฝังเสียชีวิต 27 คน โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ราวาง ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยยากไร้ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ตำรวจท้องถิ่นได้เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองเซต มู เมื่อเช้ามือวันอังคารที่ผ่านมา เบื้องต้นยังไม่พบศพผู้เสียชีวิต เนื่องจากฝนตกหนักลงมา เป็นอุปสรรคสำหรับการค้นหาและกู้ภัย โดยจะระดมกำลังจากหน่วยดับเพลิง และกาชาดเข้าไปค้นหาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า ก่อนฝนตกมีการเกณฑ์ผู้คนเข้ามาหาหยก และแผ้วถางพื้นที่จนกระทั่งไม่มีอะไรยึดติดเกาะดิน ประกอบกับเป็นดินโคลนทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพจากเหตุดินสไลด์ในเขต รัฐกะฉิ่น ส่วนที่ร้ายแรงที่สุดนั้นเคยเกิดขึ้นในเดือน พฤศจิกายน 2558 มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 ศพ

ภาพสุดหวาน “แหลม” ศรีสะเกษ – “น้องจ๋า” พรพิมล ก่อนหมั้นชื่นมื่น รอวันวิวาห์

หลังจากที่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา “เจ้าแหลม” ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น แชมป์โลก รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท 115 ปอนด์ ของสภามวยโลก(WBC) มีภาพหลุดว่าได้เข้าพิธีหมั้นกับ “น้องจ๊ะจ๋า” น.ส.พรพิมล สารแก้ว สาวเมืองชุมพร

ล่าสุดในโลกโซเชียล ได้เผยภาพความหวานของทั้งคู่ออกมาแล้ว โดยแชมป์โลกขวัญใจชาวไทยได้ควงคู่หมั้นสาวสวย ไปสักการะศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือศาลเสด็จเตี่ย ที่ชาวชุมพรให้ความเคารพนับถือ

ทั้งนี้เจ้าแหลมได้เข้าพิธีหมั้นกับ น.ส.พรพิมล สารแก้ว โดยได้ทำตามประเพณีทุกอย่าง โดยมีญาติของทั้งสองฝ่ายรับรู้ และร่วมพิธีดังกล่าว พร้อมบอกว่าวันหมั้นขอจัดแบบเรียบง่ายๆ เงียบๆ แต่ขอยืนยันว่า วันแต่งงาน จะจัดใหญ่อย่างแน่นอน

สำหรับน้องจ๊ะจ๋า อายุ 28 ปี ปัจจุบันทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งที่ กรุงเทพฯ ตามรายงานเป็นคนยิ้มง่าย มีหน้าตาจิ้มลิ้ม ซึ่งเธอเป็นลูกสาวคนสวยของ “ป้าน้อย” แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวริมทาง อ.หลังสวน จ.ชุมพร

เปิดใจเมีย รับผัวตัดเจ้าโลกลูกน้อง เพราะเมาแล้วมุดมุ้งจะปล้ำตนเอง

จากกรณีวานนี้ (22 ก.ค. 61) นายสุวิทย์ อายุ 39 ปี หนุ่มชาว จ.ตรัง ช่างทำสีที่อู่ต่อรถบัส ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ขณะไปดื่มสุรากับเพื่อน ถูกซ้อมจนอาการสาหัส ก่อนถูกนายเอียด ตัดเจ้าโลก ซึ่งในคืนที่เกิดเหตุ มีรถกระบะสีดำ ไม่ทราบยี่ห้อและทะเบียน ขับพามาส่งที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง ก่อนหายตัวไป

วันที่ 23 ก.ค. 61 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางมาที่อู่ทำสีรถบัส ที่ทำงานของนายสุวิทย์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดย ผู้ดูแลอู่รถ เปิดเผยว่า นายสุวิทย์ ทำงานอยู่ที่อู่นี้จริง เข้ามาทำงานได้ประมาณ 2 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้นายสุวิทย์เป็นช่างก่อสร้าง

ทั้งนี้ ตนไม่ทราบว่าวันเกิดเหตุ นายสุวิทย์ไปดื่มกับใคร ส่วนนิสัยส่วนตัวของนายสุวิทย์ เป็นคนเงียบ ๆ ไม่เคยมีปัญหากับใคร ส่วนข้อมูลที่บอกว่าวันเกิดเหตุนายสุวิทย์ไปดื่มเหล้ากับเพื่อน ตนได้เรียกคนงานในอู่มาถามแล้ว แต่ทราบว่าไม่มีใครไปด้วย

ขณะที่ พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย อินทรปรีชา ผู้กำกับการ สภ.บ้านโป่ง เปิดเผยว่า ได้เรียกสอบปากคำพยาน คนที่นำตัวนายสุวิทย์ไปส่งโรงพยาบาลแล้ว ส่วนนายเอียด ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นเจ้าของอู่รถ รับสารภาพแล้วพร้อมยอมรับว่า วันเกิดเหตุเจ้าตัวกับนายสุวิทย์ และลูกน้องอีก 1 คน นั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกันที่บ้านเช่า ก่อนเจ้าตัวจะก่อเหตุ โดยทำไปเพราะหึงหวงภรรยาของตัวเอง เพราะเข้าใจว่านายสุวิทย์ล่วงเกินภรรยา

ทั้งนี้ นายเอียด ให้การว่า นายสุวิทย์ออกมาจากห้องของภรรยาตัวเอง จึงลงมือทำร้ายด้วยอารมณ์โมโห ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้คุมตัวผู้ก่อเหตุไปค้นบ้านพักเพื่อหาหลักฐานมีด และแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส

นางกัลยาณี ภรรยาของนายเอียด ผู้ก่อเหตุ เล่าว่า วันที่นายสุวิทย์พยายามจะเข้ามาลวนลามตน เย็นวันนั้น สามีของตนกับนายสุวิทย์ และลูกน้องอีก 1 คน ที่พักอาศัยอยู่ในบ้านเช่าเดียวกัน แต่คนละห้อง ตั้งวงดื่มเหล้ากันอยู่หน้าบ้าน ตั้งแต่ช่วงเย็นหลังเลิกงาน

ส่วนตัวเองหลังทานกินข้าวเย็นเสร็จ ก็นั่งดูโทรทัศน์อยู่ภายในบ้าน จนละครจบก็เข้าไปนอนในห้อง โดยแง้มประตูไว้ แต่ทั้ง 3 คน ยังนั่งดื่มเหล้ากันอยู่จนเวลาเกือบ 02.00 น. นายสุวิทย์ ใช้ให้ลูกน้องอีกคน ออกไปซื้อเหล้ากับน้ำแข็งเพิ่ม โดยนายสุวิทย์คิดว่าสามีตนออกไปด้วย จึงเดินเข้ามาในห้องตน และพยายามจะลวนลาม ตอนนั้นตนเริ่มรู้สึกตัวตื่นเห็นเงาคนเดินเข้ามาในห้องนอน แล้วเปิดมุ้ง ก่อนจับตนกดไว้กับพื้นแล้วลวนลาม โดยไม่ได้พูดอะไร ซึ่งตนพยายามจะขัดขืน และร้องขอให้คนช่วย จนดิ้นหลุดแล้ววิ่งหนีออกมานอกห้อง

จากนั้น สามีตนได้ยินเสียง ก็วิ่งเข้ามาในบ้าน เห็นนายสุวิทย์ออกมาจากห้องนอนของตน จึงเกิดความโมโห และชกต่อยกันชุลมุน ตนตั้งสติได้ จึงวิ่งกลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้งเพื่อห้ามสามี พบว่าสามีใช้มีดตัดอวัยวะเพศของนายสุวิทย์ไปแล้ว ส่วนบนพื้นมีเลือดไหลนอง

ยอมรับว่าวินาทีนั้น ตนรู้สึกกลัวมาก แต่โชคดีที่สามีกลับเข้ามาช่วยได้ทัน เพราะตนอาจถูกทำร้ายจนถึงตายได้ ทั้งนี้ มีดที่ใช้ก่อเหตุ เป็นมีดปลอกผลไม้ที่วางเอาไว้ในบ้านจากนั้น สามีรู้สึกสงสาร กลัวว่านายสุวิทย์จะตาย จึงไปเรียกเพื่อนบ้าน ให้ช่วยขับรถพาคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาล และรอจนเจ้าหน้าที่นำตัวนายสุวิทย์เข้าไปในห้องฉุกเฉิน จึงกลับบ้านมาพักผ่อน และกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งในตอนเช้า

ทั้งนี้ คุณกัลยาณี ระบุว่า รู้สึกเสียใจ ผิดหวัง และไม่คิดว่านายสุวิทย์จะกล้าทำเรื่องแบบนี้ ทั้งที่ตนและสามีให้ความช่วยเหลือนายสุวิทย์มาโดยตลอด พร้อมตนยืนยันว่า จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่ขอให้จัดการคดีความของสามีเสร็จก่อน แล้วจะแจ้งความเพิ่มเติมภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่ค่อยได้คุยกับนายสุวิทย์ เพราะรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตา จึงต่างคนต่างอยู่ ซึ่งนายสุวิทย์และนายเอียด ทำงานอยู่ที่อู่เดียวกัน แต่รับผิดชอบงานคนละส่วน แต่ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือนที่นายสุวิทย์เข้ามาอยู่ที่บ้าน ไม่เคยมีพฤติกรรมหรือเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุ สามีก็ไปทำงานที่อู่ตามปกติ และสามียอมรับกับตนว่า “ตอนนั้นโมโหมาก หากฆ่าได้ก็จะฆ่า เพราะกล้ามาทำร้ายคนในครอบครัวของตัวเอง”

สาวชุดดำเผยนาทีช่วย “น้องฟาง” แฉสาวทอมโหดกระทืบสาหัส ยังอ้าง “แค่นี้ไม่แรง”

จากกรณีที่มีผู้หญิงถูกแฟนทอมทำร้ายร่างกายในวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา และมีพลเมืองดีเป็นผู้หญิงชุดดำเข้าไปให้การช่วยเหลือคุณแพรวดาว ผู้หญิงชุดดำภายในคลิปที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ เล่าว่า ตนเป็นคนที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงแรก ที่ทั้งคู่ทะเลาะกันอยู่ในลานจอดรถของหอพักที่เกิดเหตุ ซึ่งตอนนั้น ตนกำลังนำรถยนต์ไป จอดที่ลานจอดรถของหอพักตัวเอง ซึ่งอยู่ด้านหลังหอพักดังกล่าว จนได้ยินเสียงสุนัขเห่ากับเสียงคนร้อง จึงเงียบเพื่อฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

กระทั่งจับใจความได้ว่าเป็นเสียงคนร้องให้ช่วย แฟนของตนจึงตะโกนกลับไปว่า “พี่คุยกันดีๆ สิ” ทอมคนดังกล่าวจึงพาแฟนสาว ย้ายมาเคลียร์กันตรงจุดที่เกิดเหตุ ตนกับแฟนจึงตัดสินใจขี่รถจักรยานยนต์ อ้อมกลับมายังหอพักที่เกิดเหตุจนมาเห็นว่าทอมคนนี้ทำร้าย น้องผู้หญิงที่อยู่และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่เห็นในคลิป

ในตอนนั้นแฟนหนุ่มของตัวเองเริ่มมีอารมณ์โมโห และจะเข้าไปทำร้ายทอม ตนจึงห้ามไว้ โดยที่ตนจะเป็นคนเข้าไปช่วยเอง เพราะเป็นผู้หญิงเหมือนกันน่าจะคุยกันเข้าใจกว่า และไม่อยากให้มีคดีของตัวเองเกิดขึ้นซ้อนกันอีก รวมถึงไม่อยากให้หน้าที่การงานของแฟนต้องมาเสีย จึงให้แฟนเป็นคนถ่ายคลิป หากทอมมีอาวุธในมือ คงไม่กล้าทำอะไรตน

แต่ทอมคนนั้นตั้งท่าเหมือนจะเข้าไปทำร้ายผู้หญิงอีก ตนจึงเดินเข้าไปช่วย และถามทอมว่า “ทำไมทำเขาขนาดนี้ เขาจะตายแล้วไม่เห็นหรอ” ซึ่งทอมคนนั้นก็มองหน้าเอิร์น และหันไปมองหน้าแฟน พร้อมพูดขอโทษ ก่อนขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไปทันที

คุณเแพรวดาว เล่าถึงวินาทีตอนที่น้องผู้หญิงก้มลงกราบ หลังเข้ามาช่วยเหลือว่า ต่อให้ตอนนั้นน้องไม่ขอ ตนก็ตั้งใจจะเข้าไปช่วยอยู่แล้ว เพราะทนเห็นไม่ได้ ถ้าน้องตาย ตนต้องรู้สึกผิดแน่ๆ และถ้าไม่เข้าไปช่วย ทอมคนนั้นต้องพยายามเอาน้องขึ้นรถไปทำร้ายที่อื่นอยู่ดี

ส่วนตอนที่น้องผู้หญิงก้มลงกราบ พร้อมกับขอให้ช่วย โดยพูดว่า “พี่ช่วยหนูด้วยนะ” ตอนนั้นยอมรับว่าตกใจ จนมือสั่น แต่ก็ตอบน้องกลับไปว่า “เดี๋ยวพี่ช่วยนะ ไม่ต้องลุก” เพราะกลัวว่าร่างกายจะยิ่งกระทบกระเทือนไม่อยากให้ขยับตัวมาก

คุณแพรวดาว ยังบอกอีกว่า ตนอยู่กับน้องจนถึงตอนที่ตำรวจและกู้ภัยมา ช่วยปฐมพยาบาล ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลต่อ และพยายามถามเบอร์เพื่อติดต่อคนใกล้ชิด เพื่อแจ้งข่าว จนมารู้สาเหตุว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร จนกระทั่งทอมคนนั้นวนรถกลับมาที่หอพักอีกครั้ง แต่ตนไม่คุยด้วย กลุ่มคนที่อยู่หลังกระจก พยายามถามว่าทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนี้ โดยทอมตอบว่า “ก็ไม่แรงนะ” ก่อนที่พี่เขาจะถามต่อว่าจะกลับไปคบกันอีกหรือไม่ ทอมหันมาตอบว่า “จะจีบก็จีบไปสิ”

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณแพรวดาว บอกอีกว่า ในตอนแรกตนก็งงว่าทำไม ผู้ชาย 3 คน ที่ยืนอยู่หลังประตูถึงไม่ออกมาช่วย แต่ได้มีโอกาสคุยกันตอนหลังแล้วว่า ที่ออกมาช่วยไม่ได้เพราะคีย์การ์ดเสีย

สลด 2 หนุ่มสาวขี่บิ๊กไบค์ชนท้ายสิบล้อดับกลางสะพาน ร่างนอนทับกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (6 มิ.ย.) เมื่อเวลา 22.00 น. สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถจยย.บิ๊กไบค์ชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ที่บนสะพานตัดใหม่ ถนนชัยพฤกษ์ หมู่ 4 ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กจึ้ง รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นกลางสะพานที่ตัดข้ามถนนราชพฤกษ์ ฝั่งขาออก มุ่งหน้าบางบัวทอง กลางสะพานพบผู้เสียชีวิต 2 รายนอนทับกันอยู่ เป็นชาย 1 หญิง 1 สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว สวมกางเกงขายาวสีดำทั้งสองคน มีบาดแผลที่ศีรษะแตก ตามร่างกายมีแผลถลอก

ทราบชื่อคือนายสุวพัชร อายุ 23 ปี ชาว จ.นนทบุรี และน.ส.ศิริภรณ์ อายุ 26 ปี ใกล้กันพบรถจยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นCB300 สีแดง-ดำ ทะเบียน 1กฌ8610 พระนครศรีอยุธยา สภาพด้านหน้าและด้านข้างพังยับ

จากการสอบถาม นายมโนสิทธิ์ คนขับรถกระบะ ผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า ตนขับรถขึ้นสะพานเหตุรถจยย.คันเกิดเหตุขับมาด้วยความเร็ว จากนั้นตนก็ได้ยินเสียงดังอย่างแรง รถจยย.ขับมาเลนกลาง ตอนชนตนไม่เห็น แต่เห็นรถสิบล้อขับชะลอเป็นระยะแต่ก็ไม่ได้ลงมาดู ตนจึงได้ลงไปดู

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบว่ารถจยย.ชนกับรถบรรทุกหรือไม่ หลังจากนี้จะตรวจสอบในบริเวณใกล้เคียงว่ามีกล้องวงจรปิดหรือไม่ จากนั้นได้มอบร่างให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์ รังสิต เพื่อชันสูตรก่อนมอบให้ญาติต่อไป

พร้อมบริการ24ชม.